
ประชาชนแห่บริจาคเลือดหลังม็อบระดมเททิ้ง
ผอ.ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ระบุ ประชาชนหันมาบริจาคเลือดเพิ่มขึ้น หลังกลุ่มผู้ชุมนุมระดมเลือดเททิ้ง เชื่อเป็นแรงเสริมให้เห็นคุณค่าของการบริจาคเลือด
ผอ.ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ระบุ ประชาชนหันมาบริจาคเลือดเพิ่มขึ้น หลังกลุ่มผู้ชุมนุมระดมเลือดเททิ้ง เชื่อเป็นแรงเสริมให้เห็นคุณค่าของการบริจาคเลือด
แพทย์หญิงสร้อยสอางค์ พิกุลสด ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการงานบริการโลหิตระดับชาติ ประจำปี 2553 ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการบริจาคเลือดถึงร้อยละ 99 แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาประสบปัญหาขาดแคลนเลือดอย่างต่อเนื่อง สำหรับปีนี้ตั้งแต่เดือนมกราคม-ปัจจุบัน มีประชาชนให้การตอบรับบริจาคเลือดเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เฉลี่ยวันละ 800 คน เก็บเลือดได้ 1,500 ยูนิต จากเดิมที่ได้เพียง 1,200 ยูนิต และมีสำรองหากฉุกเฉินอีก 1,000 ยูนิต หรือเฉลี่ยเดือนละ 40,000 ยูนิต โดยเฉพาะช่วงของการชุมนุมที่มีการระดมเลือด
ในวันที่ 17 มีนาคม มีผู้บริจาคโลหิตถึง 1,485 ยูนิต รวมทั้งมีประชาชนโทรแจ้งความประสงค์และติดต่อสอบถามอีกกว่า 100 คู่สาย ทั้งนี้แพทย์หญิงสร้อยสอางค์ ระบุว่า การที่มีผู้บริจาคเลือดเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจเป็นกระแสจากการที่กลุ่มชุมนุมมีการระดมเลือดเพื่อนำไปเทตามสถานที่ต่าง ๆ จึงเป็นแรงกระตุ้นให้ประชาชนที่เห็นคุณค่าหันมาบริจาคมากขึ้น ส่งผลให้ในช่วงนี้สภากาชาดไทยมีเลือดเพียงพอกับความต้องการของผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนร่วมบริจาคเลือดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลวันสงกรานต์ของทุกปี เลือดมักจะขาดแคลน
ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ยังกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมสัมผัสเลือดระหว่างนำไปเทต่างสถานที่ต่าง ๆ ด้วยว่า โดยปกติแล้วคนไทยมีพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีและซี สูง ซึ่งหากสัมผัสผิวหนังที่เป็นแผล เข้าหู ตา และปาก อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อดังกล่าวได้ โดยเฉพาะโรคเอดส์ ทั้งนี้ผู้ที่สัมผัสเลือดควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อหลังจากนี้ 20 วัน







