
ปั้นท่าเรือสัตหีบรอแหลมฉบังเฟส3
กทท.อ้างติดปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่ปรึกษาขอต่อเวลารวบข้อมูล
กทท.อ้างติดปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่ปรึกษาขอต่อเวลารวบข้อมูล
การท่าเรือฯ เตรียมแผนสำรอง หากแหลมฉบังเฟส 3 เสร็จไม่ทัน เล็งพัฒนาท่าเรือพาณิชย์ สัตหีบแทน
ร.ต.วิโรจน์ จงชาณสิทโธ ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า ที่ปรึกษาได้ขอขยายเวลาศึกษาโครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ออกไปอีก เพราะติดปัญหาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ดังนั้น กทท.จึงเตรียมแผนสำรองเพื่อจัดหาพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ หรืออาจขอใช้พื้นที่ของกองทัพเรือที่เกาะเสม็ด ซึ่งเคยเป็นท่าเรือพาณิชย์สัตหีบเดิมและ กทท.เคยบริหาร แต่เมื่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังเสร็จ ได้โอนคืนให้กองทัพเรือไปเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ เห็นว่าพื้นที่บริเวณเกาะสีชังเป็นที่น้ำลึก สามารถนำมาก่อสร้างท่าเรือพาณิชย์ได้เช่นกัน ซึ่งหากจะสร้างท่าเรือบนเกาะสีชัง จะทำในลักษณะที่มีท่าเทียบเรือยื่นเข้าไปในทะเลเพื่อรองรับเรือสินค้า และอาจจะเชื่อมต่อท่าเรือแหลมฉบังกับท่าเรือพาณิชย์ดังกล่าว โดยก่อสร้างเป็นสะพานเชื่อม หรือทำอุโมงค์ลอดใต้ทะเลเชื่อมระหว่างกัน
สำหรับสาเหตุที่เลือกจะพัฒนาท่าเรือพาณิชย์สัตหีบนั้น เพราะเป็นพื้นที่ที่มีน้ำลึก อีกทั้งมีความพร้อมในการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมขนส่งได้ทุกระบบ ใกล้สนามบินอู่ตะเภา หากพัฒนาท่าเรือพาณิชย์สัตหีบจะช่วยประหยัดงบประมาณได้จำนวนมาก
อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวจะต้องสอบถามฝ่ายนโยบายก่อน หากเห็นชอบด้วยก็จะสามารถเดินหน้าได้ทันที ซึ่งในการบริหารท่าเรือพาณิชย์ กทท.อาจแบ่งส่วนแบ่งรายได้ให้กองทัพเรือ หรืออาจขอเช่าที่เพื่อจ่ายเป็นค่าตอบแทน เป็นต้น
“สาเหตุที่แหลมฉบังเฟส 3 ดำเนินการได้ยาก เพราะเราต้องขุดทรายมาสร้างเป็นพื้นดิน อาจกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล ทำให้กระแสน้ำเปลี่ยน กทท.จึงต้องคำนึงถึงผลประโยชน์และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุด ขณะเดียวกันจะต้องรอผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านสังคม และผลกระทบด้านสุขภาพอนามัย หาก 3 ตัวนี้ผ่านจึงจะเสนอสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)” ร.ต.วิโรจน์ กล่าว
ปัจจุบันแหลมฉบังเฟส 2 ถูกใช้งานยังไม่เต็มศักยภาพ คาดว่าอีก 6 ปีก็จะพัฒนาเต็มพื้นที่ ขณะที่การสร้างท่าเรือแห่งใหม่จะต้องใช้เวลาศึกษา 2 ปี ก่อสร้างอีก 4 ปี และหากแหลมฉบังเฟส 3 ไม่เกิด จะต้องมองท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ ส่วนท่าเรือทวายนั้น กทท.ประเมินว่าประมาณ 10 ปี จึงจะมีสินค้าผ่านท่าเรือ ดังนั้นจึงต้องเร่งหากท่าเรือแห่งใหม่รองรับโดยเร็ว
ขณะที่การพัฒนาท่าเรือระนอง เห็นว่าไม่เหมาะกับการเป็นท่าเรืออินเตอร์ เนื่องจากแนวเขตน่านน้ำระหว่างไทย-พม่าไม่ชัดเจน ท่าเรือพาณิชย์ที่เหมาะสมควรอยู่ตั้งแต่ระนองลงไป







