
ยุโรปจะเลี้ยงไข้ ต่อไปไม่ได้แล้ว
ยูโรปจะเลี้ยงไข้ต่อไปไม่ได้แล้วสัปดาห์ที่แล้วได้นำผลการประชุมครั้งที่ 19 ของคณะกรรมการเงาด้านกฎระเบียบทางการเงินแห่งเอเชีย
โดย...รศ.ดร.อกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
ยูโรปจะเลี้ยงไข้ต่อไปไม่ได้แล้วสัปดาห์ที่แล้วได้นำผลการประชุมครั้งที่ 19 ของคณะกรรมการเงาด้านกฎระเบียบทางการเงินแห่งเอเชีย (Asian Shadow Financial Regulatory Committee : ASFRC) มาสรุปให้ได้อ่านกัน
โดย ASFRC ได้วิเคราะห์ไว้ว่ายุโรปมี 3 แนวทางในการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะคือ ยุทธศาสตร์เชิงรับ (Passive Strategy) ยุทธศาสตร์เชิง “ปล่อยหรือไล่” ออกจากกลุ่ม (ExitFromtheZone Strategy) และยุทธศาสตร์เชิงรุก (Active Strategy)
สถานการณ์ที่พัฒนาถึงจุดนี้ ดูเหมือนว่าสหภาพยุโรปจะใช้มาตรการเชิงรับ เพื่อ “เลี้ยงไข้” ซื้อเวลาไปเรื่อยๆ ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะกระแสกดดันทางการเมืองและทางสังคมจากความไม่พอใจของประชาชนในประเทศเจ้าหนี้ อาจไม่ยอมให้รัฐบาลเอาสมบัติของประเทศตัวเองไปช่วยเหลือประเทศอื่นอีกต่อไป
ทั้งนี้ เห็นได้จากการ “ส่งสัญญาณ” ของผู้บริหารประเทศเจ้าหนี้หลายคนที่แสดงทัศนคติในเชิงไม่ประสงค์ที่จะช่วยเหลือประเทศลูกหนี้เจ้าปัญหาอย่างกรีซ เพราะกรีซยังไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาของตัวเอง ดังนั้นการเงินอัดฉีดให้กรีซเหมือนถูกโยนลงบ่อที่ไม่มีวันเต็ม สูญเปล่าโดยไม่เกิดประโยชน์แต่ประการใด
ดังนั้น ประเทศที่ยังเข้มแข็งอยู่อาจไม่ส่ง “ท่อน้ำเลี้ยง” ไปช่วยต่ออายุของหนี้สินที่ใกล้ครบกำหนดของกรีซ ซึ่งก็หมายความว่ากรีซจะต้องผิดนัดชำระหนี้และต้องถูก “ขับ” ออกจากยูโรโซนในที่สุด
ซึ่งก็มีหลายเสียงที่ออกมา “ยอมรับ” ความเป็นไปได้ในข้อนี้ โดยบางคนอ้างไปถึงเมื่อคราวที่สหภาพโซเวียตแตกและประเทศบริวารทั้งหลายต่างแยกตัวออกเป็นประเทศอิสระ โดยประเทศเหล่านั้นส่วนใหญ่ต่างเลิกใช้เงินสกุลรูเบิลของรัสเซียและหันมา “ขุด” สกุลเงินท้องถิ่นของตัวเองออกมาใช้ ซึ่งแม้จะทุลักทุเลอยู่บ้างในช่วงต้น แต่ในที่สุดตลาดก็ต้องยอมรับว่า “อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด” แม้ว่าบริบทของ “สหภาพโซเวียต” ในคราวนั้น (ที่ประเทศต่างๆ ถูกบังคับให้เข้าร่วมในสหภาพ) จะแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากบริบทของ “สหภาพยุโรป” และกลุ่มยูโรโซนในปัจจุบัน (ที่ประเทศต่างๆ ขวนขวายเข้ามาอยู่ในกลุ่มด้วยความสมัครใจ)
และตอนนี้ไม่ใช่ประเทศที่อ่อนแอเท่านั้นที่อาจถูกบังคับให้ออกจากยูโรโซน แม้แต่ประเทศที่เข้มแข็งอย่างฟินแลนด์ก็อาจจะออกด้วยความสมัครใจ โดยแลกกับการที่ไม่ต้องรับภาระหนี้เสียที่ตัวเองไม่ได้ก่อขึ้นมา ซึ่งนั่นหมายถึงการแตกโดยปริยายของยูโรโซน
อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์เชิงออก (Exit) ไม่ใช่จะเป็นเรื่องง่าย เพราะทุกฝ่ายต่างรู้ผลกระทบว่าจะรุนแรงและจะสร้างความปั่นป่วนในตลาดการเงินโลกเป็นวงกว้าง ดังนั้นยุทธศาสตร์เชิงรุกอาจถูกนำมาใช้ ซึ่งแน่นอนว่าทุกประเทศในกลุ่มไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ หรือลูกหนี้ต่างต้องรับสภาพความเจ็บปวดไปด้วยกัน
เช่นที่พูดถึงมากตอนนี้คือ การที่ธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี (European Central Bank : ECB) กำลังพิจารณาถึงแผนที่จะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลกลุ่มประเทศยูโรโซน เพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมของประเทศที่มีหนี้สูง พูดง่ายๆ คืออีซีบีจะพิมพ์เงินยูโรออกมาจำนวนมาก เพื่อมาซื้อหนี้ของประเทศที่กำลังมีปัญหาในขณะนี้ ซึ่งก็เป็นการลดหรือยืดหนี้ให้กับประเทศเหล่านี้
แม้ว่าฝ่ายการเมือง เช่น นายกรัฐมนตรีเยอรมนีจะเห็นด้วยกับมาตรการนี้ แต่ก็ถูกโต้แย้งจากผู้ว่าการธนาคารกลางในประเทศเดียวกันที่กลับไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว
ทั้งนี้ เงินสกุลยูโรรวมธนบัตรและเหรียญที่หมุนเวียนในตลาดนับว่ามีมูลค่ามากกว่าเงินสกุลใดๆ ในโลก ซึ่งรวมถึงเงินสกุลเหรียญสหรัฐด้วย การเพิ่มอุปทานของเงินสกุลยูโรจำนวนมากเข้ามาในระบบอีกย่อมทำให้ค่าของเงินยูโรอ่อนตัวลง และทำให้เกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรงในระบบเศรษฐกิจของประเทศที่ความจริงก็เข้มแข็งดีอยู่แล้วอย่างเยอรมนี
ในขณะที่ประเทศที่อ่อนแอแม้จะรอดตัวไปได้ แต่ก็ต้องผจญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปช่วงเวลาหนึ่ง
ถึงตอนนี้ยุโรปคง “รับ” ต่อไปไม่ไหว แต่จะ “ออก” หรือจะ “รุก” คงได้เห็นกันในไม่ช้านี้







