posttoday
PTTฟื้นไตรมาส 3

PTTฟื้นไตรมาส 3

22 สิงหาคม 2555

นักวิเคราะห์ยังยืนยันมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2555 ของบริษัท ปตท. (PTT) ว่าจะฟื้นตัวจากไตรมาส 2 ที่ถึงจุดต่ำสุดไปแล้ว

นักวิเคราะห์ยังยืนยันมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2555 ของบริษัท ปตท. (PTT) ว่าจะฟื้นตัวจากไตรมาส 2 ที่ถึงจุดต่ำสุดไปแล้ว

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เกียรตินาคิน เชื่อว่า มุมมองที่เป็นบวกเกิดจากการคาดการณ์ว่ายอดขายก๊าซที่เพิ่มขึ้น และการพลิกกลับมาเป็นกำไรของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นตามทิศทางของค่าการกลั่น ด้านราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นนอกจากจะเป็นการลดความเสี่ยงต่อการรับรู้ขาดทุนสินค้าคงคลังของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น ยังเป็นปัจจัยบวกต่อราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) รวมทั้งทำให้ปิโตรเคมีในสายก๊าซกลับมามีความได้เปรียบทางด้านการผลิต เป็นปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของกำไรสุทธิไตรมาส 3

ผลประกอบการเฉพาะ PTT คาดว่าจะยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยยอดขายก๊าซยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 4,700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่ม 4% จากไตรมาส 2 และเพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ยอดขายก๊าซจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้ว 5% จากไตรมาสแรก ตามความต้องการใช้ก๊าซในภาคการผลิตไฟฟ้าก็ตาม

นอกจากนี้ รายการพิเศษที่เป็นผลกระทบเชิงลบต่อผลประกอบการไตรมาส 2 ทั้ง PTT และ PTTEP เป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น โดยเฉพาะการตั้งด้อยค่าโครงการท่อส่งก๊าซในประเทศอียิปต์ และโครงการมอนทาราของ PTTEP รวมกว่า 7,427 ล้านบาท

ด้านธุรกิจโรงกลั่น คาดว่าจะกลับมาเติบโตโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม PTT หลังจากไตรมาส 2 ที่ผ่านมาประสบปัญหาขาดทุน จากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงกว่า 27 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้กลุ่มธุรกิจรับรู้ ขาดทุนสินค้าคงคลัง จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบปัจจุบันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 18.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้สินค้าคงคลังของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นกลับมาเป็นกำไร ขณะที่แนวโน้มค่าการกลั่นฟื้นตัวจากความต้องการน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค รวมทั้งผลกระทบจากโรงกลั่นที่มีการปิดโรงงานเร่งด่วนในประเทศไทยและสหรัฐ

คาดเงินปันผลระหว่างกาล 5.50 บาท ให้อัตราผลตอบแทน 1.6%

PTTฟื้นไตรมาส 3

 

“เราคาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 5.50 บาท ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) 1.6% การจ่ายเงินปันผลประเมินว่าจะมีอัตราส่วนต่อกำไรต่อหุ้นและอัตราการจ่ายเงินปันผล ในอัตราที่ใกล้เคียงกับในอดีต แม้ระยะสั้น PTT มีแผนที่จะใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ PTTEP เพื่อดำรงสัดส่วนการถือหุ้นในอัตรา 65% (ประมาณ 60,720 ล้านบาท) แต่มองว่าเงินสดในมือที่มีมากถึง 9.6 หมื่นล้านบาท รวมทั้งการออกหุ้นกู้เพิ่มจำนวน 2 หมื่นล้านบาท เพียงพอต่อการลงทุนในครั้งนี้ ขณะที่สัดส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 0.46 เท่า เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 0.41 เท่า ณ สิ้นปี 2554

ดังนั้น จึงคงคำแนะนำเชิงพื้นฐาน “ซื้อ” โดยประเมินราคาที่เหมาะสมของ PTT ไว้ที่ 380 บาท จากวิธี Sum of the Part ลดลงจากเดิมที่ 390 บาท เป็นผลมาจากการประเมินมูลค่า PTTEP ใหม่ หลังเพิ่มทุนและรวมมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าลงทุนใน โคฟ เอ็นเนอร์ยี รวมทั้งการปรับราคาเหมาะสมของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีในช่วงที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนผลประกอบการครึ่งแรกปีนี้

“เราเชื่อว่าการฟื้นตัวของผลประกอบการไตรมาส 3 จะทำให้ PTT กลับมามีความน่าสนใจ หลังราคาหุ้นขึ้นน้อยกว่าตลาด รวมทั้งปัจจุบัน PTT มีสัดส่วนราคาต่อกำไรเพียง 8.7 เท่า ต่ำกว่ากลุ่ม Integrated Oil ในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนราคาต่อกำไรเฉลี่ยอยู่ที่ 18.9 เท่า”

นักวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ คาดว่าแนวโน้มผลประกอบการ PTT ครึ่งหลังปีนี้จะฟื้นตัวและสดใสมากขึ้น หลังราคาน้ำมันดิบดูไบดีดกลับมากกว่า 15 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยคาดว่าโรงกลั่นและโรงปิโตรเคมีจะมีกำไรจาก

ประการแรก ค่าการกลั่นพื้นฐาน ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ฟื้นตัว สต๊อกน้ำมันเพื่อชดเชยผลขาดทุนไตรมาสที่ผ่านมา ทำให้ส่วนแบ่งกำไรบริษัทย่อย PTT กลับมาเป็นบวก หลังรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุน 4,300 ล้านบาทในไตรมาส 2

นอกจากนี้ ความต้องการใช้ก๊าซและราคาก๊าซธรรมชาติยังคงอยู่ในระดับสูงที่จะช่วยสนับสนุนผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง และการเพิ่มทุนของ PTTEP ไม่กระทบสถานะทางการเงินของ PTT เนื่องจาก

ประการแรก งบประมาณลงทุน 5 ปี ที่ 9 แสนล้านบาท ได้รวมการเพิ่มทุนของ PTTEP ไว้แล้ว

ประการที่สอง สัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนที่ 0.5 เท่า และหนี้สินต่อทุนสุทธิต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาที่ 1.5 เท่า ยังระดับต่ำเทียบกับนโยบายไว้ไม่เกิน 1 เท่า และ 2 เท่า ตามลำดับ

ดังนั้น จึงให้ราคาพื้นฐานหุ้น PTT ที่ 383 บาท และคาดว่าจะมีปันผลระหว่างกาลที่ 6 บาท หรืออัตราผลตอบแทนต่อปันผล 1.75% ดังนั้นจึงคงคำแนะนำซื้อ

นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส คาดว่ากำไรปกติ PTT ไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ที่ทำระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ไปแล้ว จากทั้งแนวโน้มราคาปิโตรเลียมที่ฟื้นตัว ซึ่งส่งผลบวกต่อราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มว่ากลุ่ม PTT ไตรมาส 3 จะกลับมามีกำไรจากสต๊อกน้ำมันตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนจากราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวขึ้น 18% จากสิ้นไตรมาส 2 มาที่ 109.4 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ส่วนโรงกลั่นที่คาดว่าไตรมาส 3 ค่าการกลั่นจะปรับตัวขึ้นจากไตรมาส 2 เพราะโรงกลั่นทั้งเอเชีย สหรัฐ และยุโรป หยุดซ่อมบำรุงเตรียมพร้อมเดินเครื่องในฤดูหนาว เช่นเดียวกับราคาและส่วนต่างราคาวัตถุดิบและราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวจากการกลับมาเก็บสินค้าคงคลังใหม่เพื่อผลิตสินค้าสำหรับเทศกาลปลายปี

บล.เอเซีย พลัส แนะนำซื้อหุ้น PTT ภายใต้มูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2555 ที่ 390.33 บาท และยังแนะนำซื้อลงทุนจากแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังปีนี้ที่จะกลับมาฟื้นตัว และคาดว่าจะได้เงินปันผลระหว่างกาล 6 บาท หรืออัตราผลตอบแทนต่อหุ้น 1.75% สำหรับงวดครึ่งปี

ผลการพบนักวิเคราะห์ผู้บริหาร PTT มีมุมมองเป็นบวกระยะสั้นต่อธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีจาก

ประการแรก ภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหนึ่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนและสหรัฐ รวมถึงมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของหลายประเทศทั่วโลกเพื่อช่วยดึงเศรษฐกิจโลกไม่ให้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ประการที่สอง การเข้าสู่ฤดูเฮอริเคนและฤดูหนาว รวมถึงประเด็นความตึงเครียดในกลุ่มตะวันออกกลาง จะผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนในระดับสูง

ประการที่สาม การเข้าสู่ฤดูกาลผลิตสินค้าเตรียมไว้เทศกาลปลายปี และการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานปิโตรเคมีในไตรมาส 3 จะช่วยผลักดันราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีให้กลับมาฟื้นตัว หลังจากทำระดับต่ำสุดในไตรมาส 2 อย่างไรก็ตาม ในระยะยาววิกฤตยุโรปยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลต่อความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี

อย่างไรก็ตาม PTT ยังเดินตามแผน 5 ปี ที่เน้นใช้งบลงทุน 9 แสนล้านบาท มุ่งเน้นลงทุนธุรกิจต้นน้ำผลิตและสำรวจปิโตรเลียมผ่าน PTTEP ในสัดส่วน 41% และอีก 41% เป็นการลงทุน โดย PTT ในส่วนของธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ทั้งการวางท่อก๊าซและการสร้างคลังเก็บแอลเอ็นจี และการสร้างสถานีบริการเอ็นจีวี เป็นต้น รวมถึงการแสวงหาโอกาสในการลงทุนในธุรกิจพลังงานใกล้เคียง อาทิ ถ่านหิน ปาล์ม Fling และโรงไฟฟ้า เป็นต้น

ส่วนที่เหลืออีก 16% จะเป็นการลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักและไม่สร้างกำไร ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 20 บริษัท จากบริษัทในกลุ่ม 250 บริษัท เพื่อควบคุมต้นทุนและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท