
มอเตอร์เวย์ 5 สาย เร่งพัฒนาโลจิสติกส์ เตรียมรับ AEC
คงไม่ใช่ผมคนเดียวที่รู้สึกไปเองนะครับว่า พอถึงช่วงวันหยุดยาวทีไร ไม่ว่าท่านจะมีแพลนมุ่งหน้าไปจังหวัดไหน
โดย...ชาติชาย พยุหนาวีชัย
คงไม่ใช่ผมคนเดียวที่รู้สึกไปเองนะครับว่า พอถึงช่วงวันหยุดยาวทีไร ไม่ว่าท่านจะมีแพลนมุ่งหน้าไปจังหวัดไหน จะเป็นหัวหินหรือเขาใหญ่ ถนนทุกสายที่มุ่งหน้าออกจากกรุงเทพฯ ต่างต้องเจอกับอาการ “รถติด” เหมือนกันหมด
ยิ่งช่วงหลังๆ อาการยิ่งหนักหนาสาหัส ถึงขั้นเรียกได้ว่า “อัมพาต” กันเลยทีเดียว เพราะจอดนิ่งสนิท นานๆ จะขยับเขยื้อนไปได้สักคืบสองคืบ ทำเอาคนที่หัวใจพองโตก่อนออกจากบ้าน แทบถอดใจยูเทิร์นรถกลับเข้าบ้านอย่างเดิม
ปัญหาเรื่องการจราจรสำหรับประเทศไทยนี้นับวันยิ่งรุนแรง และตอนนี้เริ่มแผ่ขยายความ “ติด” ออกสู่พื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ อย่างเห็นได้ชัด แต่เพราะเราเริ่มชินชา จนบางท่านอาจรู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว เพราะกว่าครึ่งค่อนของเวลาในแต่ละวัน เราก็ใช้ชีวิตอยู่ในรถเสียจนเคย เลยไม่ทันตระหนักว่านี่เป็นปัญหาสังคมที่น่าจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน มิเช่นนั้นประเทศไทยจะก้าวเดินไปในทิศทางใด และอนาคตของประเทศจะเป็นเช่นไร โดยเฉพาะเมื่อประเทศเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ AEC ในปี 2558 นี้
การเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานจึงเป็นโจทย์สำคัญที่ไม่เพียงจะช่วยแก้ปัญหาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศในอนาคต โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางการคมนาคมทั่วประเทศ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ให้ครบวงจร มีความสะดวกสบาย รวดเร็ว และรองรับปริมาณขนส่งระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านที่น่าจะขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นจากการรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC
ด้วยเหตุนี้โปรเจกต์เร่งด่วนที่ภาครัฐเดินมาถูกทางและควรเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง คงหนีไม่พ้นการนำโครงการมอเตอร์เวย์ทั้ง 5 สาย ที่เชื่อมโยงภายในรัศมี 250 กม. จากกรุงเทพฯ ถึงเวลาเร่งสร้างแล้วหรือยัง เพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 ปี ก็จะถึงปี 2558 แล้ว ไม่ว่าจะเป็น
1)สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา (สาย 6) เป็นเส้นทางเชื่อมโยงสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมระยะทาง 199 กม. วงเงินลงทุน 60,620 ล้านบาท
2)สายบางใหญ่-นครปฐม-กาญจนบุรี (สาย 81) เป็นเส้นทางเชื่อมโยงสู่ภาคตะวันตก รวมถึงรองรับการคมนาคมขนส่งเชื่อมต่อท่าเรือน้ำลึกทวายในสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่าในอนาคตด้วย รวมระยะทาง 98 กม. วงเงินลงทุน 45,946 ล้านบาท
3)สายชลบุรี-พัทยา-มาบตาพุด ระยะทาง 89 กิโลเมตร นอกจากจะเป็นโครงข่ายเชื่อมโยงสู่ภาคตะวันออกแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์เชื่อมโยงกับสนามบินสุวรรณภูมิ ท่าเรือแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดอีกด้วย
4)สายนครปฐม-สมุทรสงคราม-ชะอำ เป็นเส้นทางเชื่อมโยงสู่ภาคใต้ ระยะทาง 134 กิโลเมตร
5)สายบางปะอิน-นครสวรรค์ เป็นเส้นทางเชื่อมโยงสู่ภาคเหนือ ระยะทาง 180 กิโลเมตร
การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว แน่นอนว่าจะช่วยเสริมโอกาสในการขยายตลาดของธุรกิจไทย รวมทั้งกระตุ้นการลงทุนในพื้นที่ที่มีเส้นทางคมนาคมตัดผ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเส้นทางขนส่งทางบกที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพ เช่น ถนน สะพานข้ามแดน และด่านการค้าชายแดนเป็นอันดับแรก เนื่องจากการพัฒนาระบบการขนส่งรางคู่ หรือรถไฟความเร็วสูงต้องใช้ระยะเวลานาน
แต่ในระยะกลางและระยะยาวจะต้องปรับไปใช้ระบบรางคู่และรถไฟความเร็วสูงมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์จากแนวโน้มราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งต้องผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติต่อไป เพราะหากต้นทุนโลจิสติกส์สูง นักลงทุนก็จะไม่เข้ามาลงทุนในไทย
การลงทุนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลายทั้งปวงของรัฐ ก็เพื่อเสริมสร้างและวางรากฐานในการเป็นประเทศศูนย์กลาง (Hub) ด้านโลจิสติกส์ในอาเซียน จากจุดแข็งในด้านทำเลที่ตั้งซึ่งเป็นเส้นทางผ่านที่เชื่อมถึงเกือบทุกประเทศในคาบสมุทรอินโดจีน ส่งผลให้ไทยมีบทบาทสูงในด้านโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เวียดนาม และมณฑลตอนใต้ของประเทศจีน ผ่านด่านชายแดนสำคัญที่กระจายตัวอยู่ตามขอบชายแดนในภาคต่างๆ ของไทย
และยิ่งไทยสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศได้สะดวกรวดเร็วมากเท่าไหร่ ก็จะช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำในภูมิภาค และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย รวมถึงเพิ่มอำนาจการต่อรองในตลาดระหว่างประเทศได้มากยิ่งขึ้นด้วย...วันนี้ประเทศเตรียมความพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ AEC แล้ว แล้วคุณล่ะ “เริ่ม” เตรียมกันบ้างหรือยังครับ?







