
'เสียดายเวลา'59ปีปั้นเป็ปซี่รับดอกาสสู่การเปลี่ยนแปลง
นับเป็นครั้งแรกที่ สมชาย บุลสุข ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสริมสุข ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชน
นับเป็นครั้งแรกที่ สมชาย บุลสุข ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสริมสุข ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชน
หลังจากที่เสริมสุขเข้าไปอยู่ใต้ร่มเงาบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ของ เจริญ สิริวัฒนภักดี เมื่อปิดดีลกับการซื้อกิจการเสริมสุขด้วยเม็ดเงินกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
หากจะสรุปเวลาที่ผ่านมาเกือบ 6 ทศวรรษกับเป๊ปซี่ของเสริมสุข กับการพูดคุยแบบเปิดอกครั้งนี้ สามารถสรุปคำ 3 คำจากความรู้สึกของสมชายในวันนี้ นั่นคือ เสียดายเวลา โอกาส และการเปลี่ยนแปลง
สมชาย เปิดอกว่า เสียดายเวลากว่า 59 ปี ของเสริมสุขที่สามารถนำพาเครื่องดื่มอื่นๆ ให้เติบโตจนเป็นผู้นำตลาดมามากมาย จนถึงวันนี้คิดว่าทำไมตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่สร้างแบรนด์ของตัวเอง แต่กลับไปเสียเวลาทำให้คนอื่น
แต่ในวันนี้ จากความคิดเสียดายเวลา ก็ได้โอกาสจากการมีผู้สนับสนุนอย่างไทยเบฟเวอเรจ ที่ทำให้เสริมสุขพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ และพร้อมจะก้าวเดินครั้งใหม่สู่ความท้าทายอีกครั้ง
โดยเฉพาะการปรับวิสัยทัศน์ของบริษัทเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ใช้ศักยภาพที่มีขยายขอบเขตธุรกิจสู่การเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้า และที่สำคัญคือ การยืนอยู่ได้บนขาของตัวเองอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
จากวันแรกในเสริมสุขจนถึงวันนี้ เสริมสุขพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป หากช้ากว่านี้ 2 ปีคงตามคนอื่นไม่ทัน พร้อมยกตัวอย่างบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างโกดักที่คิดว่าอยู่ได้สบายๆ ไม่มีใครแข่งได้ วันหนึ่งดิจิตอลเข้ามาก็ไปเลย
ที่ผ่านมาเสริมสุขมีบุคลากรที่มีศักยภาพ มีฝีมือ และประสบการณ์ ทั้งยังมีผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งอย่างไทยเบฟเวอเรจในวันนี้ เสริมสุขจะเดินหน้าในทิศทางการดำเนินธุรกิจใหม่ สู่วิสัยทัศน์การเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนแปลงเสริมสุข เปลี่ยนวิธีการทำงาน เพื่อก้าวให้ทันโลกและการแข่งขันในตลาด นี่คือ โอกาสของเสริมสุขในการเจริญงอกงามเป็นองค์กรที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนตลอดไป
“วันนี้ที่เสริมสุขเปลี่ยนแปลงเราได้อิสระกลับมา และไม่มีข้อจำกัดใดๆ นี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราแข็งแรงและยืนได้ด้วยตัวเอง จากนี้เสริมสุขจะโลว์โปรไฟล์ แต่ไฮโปรฟิต”
ความคิดใหม่ของสมชายและเสริมสุขวันนี้ จึงพร้อมที่จะเผชิญหน้าความท้าทายใหม่อย่างมีอิสระ ไร้ข้อจำกัด พร้อมเปลี่ยนมุมมองจากการเน้นชิงส่วนแบ่งตลาด ตัวเลขขายจำนวนมาก มาเป็นการมองที่ผลกำไรและองค์กรเป็นสำคัญ







