posttoday
วิกฤตของชาร์ป

วิกฤตของชาร์ป

20 สิงหาคม 2555

บริษัท ชาร์ป นับว่าเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2455 ปัจจุบันครบรอบ 100 ปีพอดี ได้สร้างเกียรติประวัติมากมาย

โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

บริษัท ชาร์ป นับว่าเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2455 ปัจจุบันครบรอบ 100 ปีพอดี ได้สร้างเกียรติประวัติมากมาย เป็นผู้สร้างนวัตกรรมคิดค้นดินสอแบบกดที่แหลมตลอดกาลที่แพร่หลายไปทั่วโลก อันเป็นที่มาของชื่อบริษัทว่า “ชาร์ป” ซึ่งแปลว่า “แหลม” เป็นผู้ผลิตวิทยุเครื่องแรกในญี่ปุ่นเมื่อปี 2468 เป็นผู้ผลิตโทรทัศน์รายแรกของญี่ปุ่นเมื่อปี 2494 เป็นผู้สร้างนวัตกรรมผลิตเครื่องคิดเลขอิเล็กทรอนิกส์แบบจอ LCD เครื่องแรกของโลกเมื่อปี 2516 เป็นผู้ผลิตโทรทัศน์จอ LCD รายแรกของโลกเมื่อปี 2529

ต่อมาบริษัท ชาร์ป ได้พัฒนาตนเองเป็นผู้ผลิตจอภาพ LCD รายใหญ่อันดับ 1 ของโลกอย่างยาวนาน จนกระทั่งถูกซัมซุงแซงหน้าในปี 2544 ขณะเดียวกันเดิมก็เป็นผู้ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์รายใหญ่อันดับ 1 ของโลก โดยเพิ่งถูกบริษัทอื่นๆ แย่งตำแหน่งอันดับ 1 ของโลกเมื่อ 6–7 ปีที่ผ่านมา

ในช่วงต้นเดือน ส.ค. 2555 สื่อมวลชนได้ลงข่าวกันเกรียวกราวเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ของบริษัท ชาร์ป ซึ่งความจริงปัญหาเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นหลายบริษัท ทั้งซันโย โซนี่ พานาโซนิค ฯลฯ ต่างประสบปัญหากันแทบถ้วนหน้ามากบ้างน้อยบ้าง โดยบริษัท ซันโย ได้ถูกซื้อกิจการโดยบริษัทอื่นไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนโซนี่และพานาโซนิคขาดทุนจำนวนมาก ต้องปรับโครงสร้างการดำเนินการครั้งใหญ่เพื่อความอยู่รอด

แต่สถานการณ์บริษัท ชาร์ป ร้ายแรงกว่าของโซนี่และพานาโซนิคอย่างมาก เข้าถึงขั้นวิกฤตตรีทูต กระแสเงินสดไม่เพียงพอที่จะจ่ายคืนหนี้ที่ใกล้ครบกำหนด หากไม่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินอย่างเร่งด่วนจากพันธมิตรทางธุรกิจหรือจากสถาบันการเงินแล้ว จะผิดนัดชำระหนี้ อาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลายได้

ความจริงแล้วความพยายามแก้ไขปัญหาของบริษัท ชาร์ป มีมาเป็นเวลายาวนานแล้ว โดยภายใต้แรงบีบของธนาคารที่ต้องการให้บริษัทแห่งนี้ปรับโครงสร้างการดำเนินการ ทำให้บริษัท ชาร์ป ต้องประกาศเมื่อ 27 มี.ค. 2555 ตกลงที่จะเป็นพันธมิตรกับบริษัท Hon Hai Precision ของไต้หวัน หรือที่เรารู้จักกันมากกว่าในชื่อของ Foxconn ซึ่งเป็นบริษัทลูก

สำหรับบริษัท Hon Hai นับเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ แม้จะทำธุรกิจในรูปรับจ้างผลิต โดยไม่ผลิตจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตนเองก็ตาม แต่แข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะการรับจ้างผลิตแก่บริษัท แอปเปิล คิดเป็นรายได้ 30–40% ของรายได้ของบริษัททั้งหมด โดย iPad ทุกเครื่องที่วางจำหน่ายตลาด ผลิตโดยบริษัทแห่งนี้ ส่วนโทรศัพท์มือถือ iPhones เกือบทุกเครื่อง ผลิตจากบริษัทแห่งนี้เช่นเดียวกัน มีฐานผลิตสำคัญ 4 แห่งในประเทศจีน จ้างงานมากกว่า 1 ล้านคน โดยยอดส่งออกของบริษัทจากฐานการผลิตในประเทศจีนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 5–6% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของประเทศจีน

ตามข้อตกลงเป็นพันธมิตร บริษัท ชาร์ป ตกลงจะขายหุ้นในราคา 550 เยน/หุ้น เป็นเงิน 808 ล้านเหรียญสหรัฐ แก่ Hon Hai ซึ่งจะทำให้กลายเป็นผู้ถือหุ้นสัดส่วนประมาณ 10% กลายเป็นกลุ่มที่ถือหุ้นมากที่สุดในบริษัท ชาร์ป นอกจากนั้นยังขายหุ้นครึ่งหนึ่งในโรงงานผลิตจอ LCD สำหรับโทรทัศน์ ในเมือง Sakai ในญี่ปุ่น แก่ผู้บริหารของบริษัท Hon Hai ในราคาใกล้เคียงกัน คือ 800 ล้านเหรียญสหรัฐ

อนึ่ง การเป็นพันธมิตรกับบริษัท Hon Hai คาดว่าจะส่งผลดีอย่างมาก เนื่องจากมีการคาดการณ์อย่างมากว่า บริษัท แอปเปิล จะวางจำหน่ายโทรทัศน์แบบใหม่ในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะจ้างบริษัท Hon Hai เป็นผู้ผลิตเช่นเดียวกับกรณีจ้างผลิต iPad และ iPhone

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์วิกฤตของบริษัท ชาร์ป ทวีความรุนแรงขึ้นมาก โดยคาดหมายว่าในปีการเงิน 2555 (เม.ย. 2555–มี.ค. 2556) จะขาดทุนมากถึง 250 พันล้านเยนหรือประมาณเกือบแสนล้านบาท ทำให้ในช่วงกลางเดือน ส.ค. 2555 ราคาหุ้นลดลงเหลือเพียงแค่ 169 เยน/หุ้น ทำให้บริษัท Hon Hai เจรจาต่อรองขอซื้อหุ้นในราคาลดลง โดยเงินที่เคยขอเสนอซื้อหุ้นนั้น แทนที่จะซื้อได้ 10% ตามที่ตกลงไว้เดิม แต่ในราคาหุ้นปัจจุบันสามารถซื้อเป็นสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 3 ของบริษัท

แนวโน้มอนาคตยังดูไม่สดใสนัก เนื่องจากตลาดโทรทัศน์แบบจอ LCD แข่งขันสูงมาก เนื่องจากอุปสงค์เริ่มอิ่มตัว เติบโตในอัตราต่ำ ส่งผลให้มีการขายตัดราคาอย่างมาก ทำให้ส่วนต่างกำไรน้อย กระทบต่อบริษัท ชาร์ป อย่างมาก เนื่องจากพึ่งพารายได้จากจอภาพ LCD และโทรทัศน์แบบจอ LCD เป็นสัดส่วนสูงถึง 40% ของรายได้ทั้งหมดสูงกว่าบริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ

ขณะเดียวกันโทรทัศน์แบบจอ OLED ที่จะทวีความสำคัญในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งจะแย่งตลาดโทรทัศน์แบบจอ LCD ทำให้สถานการณ์รุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องจากมีข้อดีทั้งจอบางยิ่งขึ้น คมชัดยิ่งขึ้น ประหยัดไฟมากขึ้น แม้โซนี่จะเป็นผู้วางจำหน่ายโทรทัศน์แบบจอ OLED แบบแรกของโลกขนาด 11 นิ้ว เมื่อปี 2550 แต่ปัจจุบันซัมซุงและ LG กลายเป็นผู้นำเทคโนโลยีด้านนี้ โดยกำหนดวางจำหน่ายโทรทัศน์แบบจอ OLED ขนาด 55 นิ้ว ในช่วงปลายปีนี้

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ