
หุ้นค้าปลีกยังไม่สิ้นมนต์ขลัง
ราคาหุ้นชั้นนำในกลุ่มค้าปลีก เช่น CPALL, HMPRO, BIGC, MAKRO ทรุดแรง 15-20% จากจุดสูงสุดช่วงต้นเดือน พ.ค. 2555
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
ราคาหุ้นชั้นนำในกลุ่มค้าปลีก เช่น CPALL, HMPRO, BIGC, MAKRO ทรุดแรง 15-20% จากจุดสูงสุดช่วงต้นเดือน พ.ค. 2555 ก่อให้เกิดความสงสัยว่า หุ้นกลุ่มนี้ยังเป็นหุ้นคุณค่า (Value Stock) หรือไม่
หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หุ้นกลุ่มค้าปลีกสร้างผลตอบแทนอย่างโดดเด่น หลายตัวถูกขนานนามว่า “หุ้น 5 เด้ง” แม้เผชิญเหตุการณ์ “กีฬาสีทางการเมือง” วิกฤตหนี้ยุโรป หรือมหาอุทกภัย ราคาหุ้นก็สะดุดช่วงสั้นๆ ก่อนไต่กลับขึ้นมาสร้างจุดสูงสุดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากเดิมนั้นราคาหุ้นเหล่านี้ซื้อขายกันที่ค่าพีอีต่ำกว่าศักยภาพการเติบโตของกิจการมาก
ยอดขายของกิจการค้าปลีกสมัยใหม่เติบโตต่อเนื่อง จากการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ขณะที่ยอดขายสาขาเดิมยังโตต่อได้ ด้านอัตรากำไรค่อยๆ ขยับขึ้น จากความสามารถในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) การประหยัดจากการทำธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้น (Economy of Scale) และอำนาจต่อรองที่สูงขึ้นกับซัพพลายเออร์ ประกอบกับการเพิ่มสัดส่วนสินค้าเฮาส์แบรนด์ ในกรณี CPALL, MAKRO, BIGC ยังเห็นการเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มอาหารที่ให้อัตรากำไรดีกว่าสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร
ปัจจัยที่หนุนยอดขายธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
ประการแรก เมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนย้ายคนจากภาคเกษตรสู่ภาคบริการและอุตสาหกรรมในเมืองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Urbanization) พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยจึงปรับเปลี่ยนมาเป็นแบบคนเมือง ขณะที่จำนวนคนในวัยทำงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ค่อยๆ รุกกินส่วนแบ่งตลาดจากร้านค้าแบบดั่งเดิมไปเรื่อยๆ
ประการที่ 2 คนในภาคเกษตรราว 38% ของประชากรไทย มีรายได้ดีมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตรสำคัญอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจาก 1) การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างจาก “พืชอาหาร” บางส่วนไปเป็น “พืชพลังงาน” เช่น น้ำมันปาล์ม อ้อย มันสัมปะหลัง เป็นต้น 2) ความต้องการยางพาราจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (เพิ่งชะลอตัวในช่วงปีที่ผ่านมา แต่น่าจะเป็นสถานการณ์ชั่วคราว) 3) นโยบายอุดหนุนภาคเกษตรจากรัฐ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายประกันรายได้ หรือรับจำนำก็ตามที
ประการที่ 3 นโยบายกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท และนโยบายเพิ่มรายได้ให้ข้าราชการใหม่ที่จบปริญญาตรีเป็นเดือนละ 1.5 หมื่นบาท รวมถึงนโยบายลดรายจ่าย ที่สำคัญคือการตรึง/ชะลอราคาน้ำมัน
ปัจจัยบวกระยะยาวเหล่านี้ถูกขับเน้นให้หุ้นค้าปลีกเด่นขึ้นอีกในช่วงวิกฤตหนี้ยุโรป ทำให้เกิดการปรับพอร์ตลดหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ และโยกเข้าหุ้นที่เน้นตลาดในประเทศและธุรกิจยังโตได้ในขณะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว
จนกระทั่งหุ้นค้าปลีกชั้นนำหลายตัวขึ้นไปซื้อขายกันที่พีอีกว่า 40 เท่าของกำไร 4 ไตรมาสย้อนหลัง ซึ่งเป็นระดับที่ปัจจัยพื้นฐานวิ่งตามไม่ทัน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเผชิญกับแรงขายทำกำไร
อย่างไรก็ดี การปรับฐานราคาหุ้นค้าปลีกที่ดำเนินมากว่า 3 เดือน เปิดโอกาสให้ปัจจัยพื้นฐานค่อยๆ วิ่งไล่ตามขึ้นมา ขณะที่ปัจจัยบวกระยะยาวยังอยู่ครบ การปรับฐานราคาหุ้นจึงเป็นโอกาสของการเก็บสะสมการวิ่งรอบใหม่
ขณะนี้ราคาหุ้นหลายตัวในกลุ่มนี้ เริ่มอยู่ในระดับที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนอีกครั้ง ไล่เรียงดังนี้
BIGC เทรดอยู่ที่ค่าพีอีราว 21.2 เท่า ของกำไรปี 2555 ขณะที่กำไรต่อหุ้นจะเติบโตเฉลีย 26% ต่อปี ในช่วงปี 2555-2557 จากพลังผนึกจากการควบรวมกิจการกับคาร์ฟูร์ แผนการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว จะดึงให้ค่าพีอีลดเหลือเพียง 14 เท่า ในปี 2557 มูลค่าพื้นฐานอยู่ที่ 250 บาท
ผมมองว่า BIGC สามารถใช้เงินทุนหมุนเวียนและความสามารถในการรีไฟแนนซ์หนี้สนับสนุนการเติบโต โดยไม่ต้องเพิ่มทุน (ยกเว้นมีโอกาสเทกโอเวอร์ดีลใหม่เข้ามา) เนื่องจากหนี้สินสุทธิต่อทุนจะค่อยๆ ลดลงเหลือ 0.7, 0.4, 0.2 เท่า ในปี 2555-2557 ตามลำดับ
MAKRO เทรดอยู่ที่ค่าพีอีราว 22.9 เท่าของกำไรปี 2555 ขณะที่กำไรต่อหุ้นจะเติบโตเฉลีย 25% ต่อปี ในช่วงปี 2555-2557 จากแผนขยายสาขาโดยเน้นลูกค้ากลุ่ม HORECA (โรงแรม ภัตตาคาร และธุรกิจรับจัดเลี้ยง) ซึ่งจะดึงให้ค่าพีอีลดเหลือ 15.7 เท่า ในปี 2557 มูลค่าพื้นฐานอยู่ที่ 400 บาท
MAKRO ยังเป็นหุ้นค้าปลีกที่ให้อัตราเงินปันผลสูงสุด โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 3.9%, 5.3%, 6.3% ในปี 2555-2557 ตามลำดับ
ถัดมาคือ HMPRO ซึ่งเทรดอยู่ที่ค่าพีอีราว 25.5 เท่าของกำไรปี 2555 ขณะที่กำไรต่อหุ้นเติบโตเฉลีย 27% ในช่วงปี 2555-2557 จากแผนการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว การบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพและการเพิ่มสัดส่วนของสินค้าเฮาส์แบรนด์ ดึงให้ค่าพีอีลดเหลือ 17.2 เท่าในปี 2557 มูลค่าพื้นฐานอยู่ที่ 15 บาท
ด้านหุ้นใหญ่สุดในกลุ่มนี้อย่าง CPALL เทรดอยู่ที่ค่าพีอีราว 30.4 เท่าของกำไรปี 2555 ขณะที่กำไรต่อหุ้นจะเติบโตเฉลี่ย 23% ต่อปี ในช่วงปี 2555-2557 จากแผนการขยายสาขาอย่างน้อยปีละ 500 สาขา การเพิ่มสัดส่วนของสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่อัตรากำไรดีกว่าและความถี่ในการใช้บ่อยกว่ากลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร ดึงให้ค่าพีอีลดเหลือ 20.9 เท่าในปี 2557 ซึ่งไม่ถือว่าถูกจนต้องรีบเข้าซื้อ มูลค่าพื้นฐานอยู่ที่ 36 บาท
สรุปว่า ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นค้าปลีกยังแข็งแกร่ง แม้ไม่อาจคาดหวังผลตอบแทนเป็นเท่าๆ ตัวใน 2-3 ปีข้างหน้า แต่ยังคงให้ผลตอบแทนในเกณฑ์ดี ขณะที่ความเสี่ยงในการทำธุรกิจอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับของกินของใช้พื้นฐาน ประมาณการผลการดำเนินงานจึงไม่ค่อยคลาดเคลื่อน หุ้นค้าปลีกสมัยใหม่จึงยังไม่สิ้นมนต์ขลังครับ
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







