posttoday
ADVANC ความเสี่ยงลด แต่ก็ยังเสี่ยง

ADVANC ความเสี่ยงลด แต่ก็ยังเสี่ยง

18 มีนาคม 2553

....เจียรนัย อุตะมะ

“กรณ์ จาติกวณิช” รมว.คลัง ออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลจะไม่ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากบริษัทในกลุ่มสื่อสาร ซึ่งเกิดจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานหรือกฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินคดียึดทรัพย์ โดยเห็นว่าควรเอาผิดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียงผู้เดียว เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ประเด็นดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนลดความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในกรณีที่บริษัทจะต้องชดเชยค่าเสียหายให้กับรัฐบาล ซึ่งจะกระทบต่อกำไรและมูลค่าหุ้น แต่หุ้นนี้ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่

ซิตี้กรุ๊ป เชื่อว่าการออกมาให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครั้งนี้ เป็นข่าวดีกับกลุ่มสื่อสารที่ทำให้ความเสี่ยงทางด้านกฎเกณฑ์ของรัฐบาลลดลง จึงแนะนำให้ซื้อหุ้นบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) โดยให้ระดับความเสี่ยงปานกลาง

นอกจากนั้น ให้ราคาเป้าหมายบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) 87 บาท และแนะนำเพียงถือ โดยให้ความเสี่ยงระดับต่ำ ทั้งนี้หากรวมใบอนุญาตโทร.มือถือระบบ 3G ราคาที่เหมาะสมของหุ้นนี้จะสูงถึง 100 บาท

“นักลงทุนยังเชื่อมั่นใน ADVANC เพราะเป็นหุ้นที่มีกระแสเงินสดและปันผลสูง”

มอร์แกน สแตนเลย์ ยังคงให้น้ำหนักหุ้น ADVANC มากกว่าตลาด เพราะเชื่อว่านักลงทุนกังวลเรื่องความเสี่ยงต่อกฎเกณฑ์ของรัฐมากจนเกินไป ขณะที่หุ้นนี้ให้ปันผลจูงใจ

ด้านผู้จัดการกองทุนรวมยังมองว่า หุ้น ADVANC ยังเสี่ยง และผลตอบแทนจากเงินสดและปันผลที่สูงยังไม่คุ้มกับความเสี่ยง จากที่ลดน้ำหนักลงทุนไปก่อนหน้านี้ ภายหลังศาลตัดสินคดีอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ”

“สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ ให้ความเห็นว่า กรณียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีได้ทำให้มุมมองการลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสารของกองทุนรวมเปลี่ยนไปมาก จากเดิมที่เชื่อว่าหุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นที่ปลอดภัย กำไรมีเสถียรภาพ แม้ว่าไม่ใบอนุญาตโทร.มือถือระบบ 3G ไม่มีการเติบโตไม่เป็นไร เพราะเป็นธุรกิจเงินสด เป็นหุ้นปันผล DTAC ประกาศเพิ่มอัตราการจ่ายปันผลจากไม่ต่ำกว่า 30% ของกำไรสุทธิเป็น 50% ของกำไรสุทธิ ADVANC มีการจ่ายเงินปันผลพิเศษ

เมื่อศาลพิพากษาออกมาส่งผลลบทันที เพราะผลจากการยึดทรัพย์มาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นที่เกิดจากการแก้ไขสัญญาสัมปทาน ดังนั้นจะต้องฟ้องร้องใคร ความเสี่ยงจึงเกิดขึ้น ทั้งนี้แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมารับประกันว่าจะไม่มีการแก้สัญญาย้อนหลัง แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเรื่องการแก้ไขสัญญาสัมปทานยังมีอยู่

ด้านนักวิเคราะห์ในตลาดมีความเห็นหลากหลายกันไป มีความไม่แน่นอนสูงมาก ความเสี่ยงเกิดขึ้นแล้วและเมื่อเทียบผลตอบแทนนับว่าไม่คุ้ม ใบอนุญาต 3G ล่าช้า ไม่มีอัตราเติบโตของธุรกิจและผลประกอบการ ปันผลที่คาดว่าจะได้ไม่นับเงินปันผลพิเศษเท่ากับ 78% ต่อปี อย่างสม่ำเสมอ เริ่มมีความเสี่ยง

“หากลงทุนหุ้น ADVANC วันนี้เลือกผลตอบแทนถ้าเทียบความเสี่ยงกับหุ้นอื่น ต้องลองนำมาชั่งดู ต้องมีการลดน้ำหนักการลงทุน หรือหากไม่มีหุ้นตัวนี้เลย ก็อาจไม่เข้าลงทุนเลย”

ด้านสถาบันวิจัยนครหลวงไทย ให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มสื่อสารมากกว่าตลาดมาตั้งแต่ต้น เพราะเชื่อว่ากรณีเลวร้ายที่สุดหากความเสี่ยงที่ว่าจะเกิดขึ้นใช้เวลานาน และยิ่งการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมาให้สัมภาษณ์ทำให้กรณีเลวร้ายที่สุดไม่น่าจะเกิดขึ้น โดยคาดว่า ADVANC จะเป็นหุ้นที่ได้รับปัจจัยบวกมากที่สุดเพราะมีมูลค่าเงินที่อาจถูกเรียกร้องคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 6.6 หมื่นล้านบาท

ในขณะที่ DTAC ได้รับผลบวกจากมูลค่าที่อาจถูกเรียกร้องจำนวน 4.9 หมื่นล้านบาท ส่วนบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ได้รับผลบวกน้อยที่สุดจากมูลค่าที่อาจถูกเรียกร้องจำนวน 9,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ยังคงเหลือ

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานในอนาคตที่มีความเสี่ยงจากที่คณะรัฐมนตรีอาจเพิกถอนสัญญาต่อท้าย และให้บริษัทกลับไปจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทานเดิม

อย่างไรก็ดี สถาบันวิจัยนครหลวงไทยประเมินว่า กระบวนการดังกล่าวจะใช้เวลานานในการพิจารณาทั้งในชั้นของอนุญาโตตุลาการและศาลปกครอง จึงยังไม่มีผลกระทบต่อผลประกอบการในปีนี้

ดังนั้น จึงยังคงยืนยันแนะนำ “ซื้อ” ADVANC และ DTAC สำหรับบริษัท ไทยคม (THCOM) แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ส่วน TRUE ยังแนะนำ “ขาย”

ADVANC : หากรัฐบาลไม่เรียกร้องค่าเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นการแก้ไขใดๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งประกอบด้วย 3 กรณี คือ

1) การแก้ไขสัญญาสัมปทาน ที่มีการลดส่วนแบ่งรายได้ของระบบบัตรเติมเงิน ลงจาก 25% เป็น 20% ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 18,908 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าหุ้นละ 6.40 บาท

2) การจ่ายส่วนแบ่งรายได้ลดลงจากการหักค่าใช้โครงข่ายร่วม (Roaming) มูลค่า 6,960 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าหุ้นละ 2.40 บาท

3) การเรียกร้องส่วนแบ่งรายได้จากการหักจ่ายเป็นภาษีสรรพสามิต มูลค่า 40,553 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าหุ้นละ 13.40 บาท

อย่างไรก็ดี ประเมินว่า ADVANC ยังมี ความเสี่ยงเหลืออยู่เพียงเรื่องเดียว คือ กรณีการเปลี่ยนส่วนแบ่งรายได้ของระบบบัตรเติมเงิน กลับไปที่สัญญาดั้งเดิม ซึ่งกรณีนี้ยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุน และต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยหากว่าคณะรัฐมนตรีให้เพิกถอนสัญญาต่อท้ายและให้แก้ไขกลับไปตามฉบับดั้งเดิม จะมีผลทำให้มูลค่าที่เหมาะสมของ ADVANC ลดลง 15 บาท โดยหากรัฐบาลไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้น แต่ต้องแก้สัญญาสัมปทานกลับเป็นตามเดิม มูลค่าเหมาะสมของ ADVANC อยู่ที่ 100 บาท แนะนำ “ซื้อ”

DTAC : ในกรณีของ DTAC จะได้รับปัจจัยบวกจาก 2 กรณี คือ 1) การแก้ไขสัญญาสัมปทาน 3 ครั้งโดยมีจำนวน 2 ครั้ง ซึ่งมีผลให้ส่วนแบ่งรายได้ของ DTAC ปรับลดลง และได้รับการขยายเวลาสัมปทานออกไป ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 25,460 ล้านบาท หรือหุ้นละ7.50 บาท และ 2) กรณีการนำส่วนแบ่งรายได้ไปจ่ายเป็นภาษีสรรพสามิต ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 23,164 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าหุ้นละ9.80 บาท ส่วนในอนาคตหากคณะรัฐมนตรีให้เพิกถอนสัญญาต่อท้ายและให้แก้ไขกลับไปตามฉบับดั้งเดิม

สถาบันวิจัยนครหลวงไทยประเมินว่า ประเด็นนี้ไม่มีผลกระทบต่อหุ้น เพราะ DTAC จะเริ่มจ่ายส่วนแบ่งรายได้ที่ 30% ซึ่งจะเริ่มในปี 2554 จนสิ้นสุดอายุสัมปทาน ดังนั้น หากรัฐบาลไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากเหตุการณ์ในอดีต แต่แก้สัญญาสัมปทานกลับไปตามเดิม มูลค่าเหมาะสมของ DTAC อยู่ที่ 45 บาท แนะนำ “ซื้อ”

TRUE : ถือว่าเป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดนับตั้งแต่มีคำตัดสินของศาลฎีกา เนื่องจาก TRUEMOVE ไม่เคยมีการแก้ไขสัญญาสัมปทานหลังจากที่ซื้อธุรกิจมาจาก WCS และทำสัญญาสัมปทานใหม่กับ กสท โทรคมนาคม ดังนั้น TRUE จึงได้รับปัจจัยบวกจากการไม่เรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งของรัฐบาลเพียงประเด็นเดียว คือ กรณีการนำส่วนแบ่งรายได้ไปจ่ายเป็นภาษีสรรพสามิต ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 9,015 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าหุ้นละ 0.62 บาท ทำให้มูลค่าเหมาะสมของ TRUE กลับไปอยู่ที่ 3.10 บาท แนะนำ “ขาย”

THCOM : เดิม ไม่ได้ประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการเรียกร้องค่าเสียหายจากกระทรวง ICT เนื่องจากยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดว่ากระทรวง ICT ต้องการอะไรจาก THCOM โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการสร้างดาวเทียม IPSTAR ที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากดาวเทียมพื้นฐาน (Conventional) และไม่ได้ใช้เป็นดาวเทียมสำรองของไทยคม 3

อย่างไรก็ดี เนื่องจากกระทรวงการคลังไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรงกับ THCOM แต่เป็นกระทรวง ICT ดังนั้นจึงต้องรอดูความเห็นของ รมว.ไอซีที อีกครั้งว่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ รวมถึงประเด็นทางปัจจัยพื้นฐานที่ยังต้องติดตามคือ ข้อสรุปในการสร้างดาวเทียมไทยคม 6 และการทำตลาดของ IPSTAR ในประเทศอินเดีย ทั้งนี้คงมูลค่าเหมาะสมของ THCOM ที่ 8.75 บาท แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร”

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี