
ADVANC ความเสี่ยงลด แต่ก็ยังเสี่ยง
....เจียรนัย อุตะมะ
“
กรณ์ จาติกวณิช” รมว.คลัง ออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลจะไม่ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากบริษัทในกลุ่มสื่อสาร ซึ่งเกิดจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานหรือกฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินคดียึดทรัพย์ โดยเห็นว่าควรเอาผิดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียงผู้เดียว เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ประเด็นดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนลดความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในกรณีที่บริษัทจะต้องชดเชยค่าเสียหายให้กับรัฐบาล ซึ่งจะกระทบต่อกำไรและมูลค่าหุ้น แต่หุ้นนี้ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ซิตี้กรุ๊ป เชื่อว่าการออกมาให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครั้งนี้ เป็นข่าวดีกับกลุ่มสื่อสารที่ทำให้ความเสี่ยงทางด้านกฎเกณฑ์ของรัฐบาลลดลง จึงแนะนำให้ซื้อหุ้นบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) โดยให้ระดับความเสี่ยงปานกลาง
นอกจากนั้น ให้ราคาเป้าหมายบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) 87 บาท และแนะนำเพียงถือ โดยให้ความเสี่ยงระดับต่ำ ทั้งนี้หากรวมใบอนุญาตโทร.มือถือระบบ 3G ราคาที่เหมาะสมของหุ้นนี้จะสูงถึง 100 บาท
“
นักลงทุนยังเชื่อมั่นใน ADVANC เพราะเป็นหุ้นที่มีกระแสเงินสดและปันผลสูง”มอร์แกน สแตนเลย์ ยังคงให้น้ำหนักหุ้น ADVANC มากกว่าตลาด เพราะเชื่อว่านักลงทุนกังวลเรื่องความเสี่ยงต่อกฎเกณฑ์ของรัฐมากจนเกินไป ขณะที่หุ้นนี้ให้ปันผลจูงใจ
ด้านผู้จัดการกองทุนรวมยังมองว่า หุ้น ADVANC ยังเสี่ยง และผลตอบแทนจากเงินสดและปันผลที่สูงยังไม่คุ้มกับความเสี่ยง จากที่ลดน้ำหนักลงทุนไปก่อนหน้านี้ ภายหลังศาลตัดสินคดีอดีตนายกรัฐมนตรี
“ทักษิณ”“
สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ ให้ความเห็นว่า กรณียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีได้ทำให้มุมมองการลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสารของกองทุนรวมเปลี่ยนไปมาก จากเดิมที่เชื่อว่าหุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นที่ปลอดภัย กำไรมีเสถียรภาพ แม้ว่าไม่ใบอนุญาตโทร.มือถือระบบ 3G ไม่มีการเติบโตไม่เป็นไร เพราะเป็นธุรกิจเงินสด เป็นหุ้นปันผล DTAC ประกาศเพิ่มอัตราการจ่ายปันผลจากไม่ต่ำกว่า 30% ของกำไรสุทธิเป็น 50% ของกำไรสุทธิ ADVANC มีการจ่ายเงินปันผลพิเศษเมื่อศาลพิพากษาออกมาส่งผลลบทันที เพราะผลจากการยึดทรัพย์มาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นที่เกิดจากการแก้ไขสัญญาสัมปทาน ดังนั้นจะต้องฟ้องร้องใคร ความเสี่ยงจึงเกิดขึ้น ทั้งนี้แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมารับประกันว่าจะไม่มีการแก้สัญญาย้อนหลัง แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเรื่องการแก้ไขสัญญาสัมปทานยังมีอยู่
ด้านนักวิเคราะห์ในตลาดมีความเห็นหลากหลายกันไป มีความไม่แน่นอนสูงมาก ความเสี่ยงเกิดขึ้นแล้วและเมื่อเทียบผลตอบแทนนับว่าไม่คุ้ม ใบอนุญาต 3G ล่าช้า ไม่มีอัตราเติบโตของธุรกิจและผลประกอบการ ปันผลที่คาดว่าจะได้ไม่นับเงินปันผลพิเศษเท่ากับ 78% ต่อปี อย่างสม่ำเสมอ เริ่มมีความเสี่ยง
“
หากลงทุนหุ้น ADVANC วันนี้เลือกผลตอบแทนถ้าเทียบความเสี่ยงกับหุ้นอื่น ต้องลองนำมาชั่งดู ต้องมีการลดน้ำหนักการลงทุน หรือหากไม่มีหุ้นตัวนี้เลย ก็อาจไม่เข้าลงทุนเลย”ด้านสถาบันวิจัยนครหลวงไทย ให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มสื่อสารมากกว่าตลาดมาตั้งแต่ต้น เพราะเชื่อว่ากรณีเลวร้ายที่สุดหากความเสี่ยงที่ว่าจะเกิดขึ้นใช้เวลานาน และยิ่งการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมาให้สัมภาษณ์ทำให้กรณีเลวร้ายที่สุดไม่น่าจะเกิดขึ้น โดยคาดว่า ADVANC จะเป็นหุ้นที่ได้รับปัจจัยบวกมากที่สุดเพราะมีมูลค่าเงินที่อาจถูกเรียกร้องคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 6.6 หมื่นล้านบาท
ในขณะที่ DTAC ได้รับผลบวกจากมูลค่าที่อาจถูกเรียกร้องจำนวน 4.9 หมื่นล้านบาท ส่วนบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ได้รับผลบวกน้อยที่สุดจากมูลค่าที่อาจถูกเรียกร้องจำนวน 9,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ยังคงเหลือ
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานในอนาคตที่มีความเสี่ยงจากที่คณะรัฐมนตรีอาจเพิกถอนสัญญาต่อท้าย และให้บริษัทกลับไปจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทานเดิม
อย่างไรก็ดี สถาบันวิจัยนครหลวงไทยประเมินว่า กระบวนการดังกล่าวจะใช้เวลานานในการพิจารณาทั้งในชั้นของอนุญาโตตุลาการและศาลปกครอง จึงยังไม่มีผลกระทบต่อผลประกอบการในปีนี้
ดังนั้น จึงยังคงยืนยันแนะนำ
“ซื้อ” ADVANC และ DTAC สำหรับบริษัท ไทยคม (THCOM) แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ส่วน TRUE ยังแนะนำ “ขาย”ADVANC :
หากรัฐบาลไม่เรียกร้องค่าเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นการแก้ไขใดๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งประกอบด้วย 3 กรณี คือ1) การแก้ไขสัญญาสัมปทาน ที่มีการลดส่วนแบ่งรายได้ของระบบบัตรเติมเงิน ลงจาก 25% เป็น 20% ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 18,908 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าหุ้นละ 6.40 บาท
2) การจ่ายส่วนแบ่งรายได้ลดลงจากการหักค่าใช้โครงข่ายร่วม (Roaming) มูลค่า 6,960 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าหุ้นละ 2.40 บาท
3) การเรียกร้องส่วนแบ่งรายได้จากการหักจ่ายเป็นภาษีสรรพสามิต มูลค่า 40,553 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าหุ้นละ 13.40 บาท
อย่างไรก็ดี ประเมินว่า ADVANC ยังมี ความเสี่ยงเหลืออยู่เพียงเรื่องเดียว คือ กรณีการเปลี่ยนส่วนแบ่งรายได้ของระบบบัตรเติมเงิน กลับไปที่สัญญาดั้งเดิม ซึ่งกรณีนี้ยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุน และต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยหากว่าคณะรัฐมนตรีให้เพิกถอนสัญญาต่อท้ายและให้แก้ไขกลับไปตามฉบับดั้งเดิม จะมีผลทำให้มูลค่าที่เหมาะสมของ ADVANC ลดลง 15 บาท โดยหากรัฐบาลไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้น แต่ต้องแก้สัญญาสัมปทานกลับเป็นตามเดิม มูลค่าเหมาะสมของ ADVANC อยู่ที่ 100 บาท แนะนำ
“ซื้อ”DTAC :
ในกรณีของ DTAC จะได้รับปัจจัยบวกจาก 2 กรณี คือ 1) การแก้ไขสัญญาสัมปทาน 3 ครั้งโดยมีจำนวน 2 ครั้ง ซึ่งมีผลให้ส่วนแบ่งรายได้ของ DTAC ปรับลดลง และได้รับการขยายเวลาสัมปทานออกไป ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 25,460 ล้านบาท หรือหุ้นละ7.50 บาท และ 2) กรณีการนำส่วนแบ่งรายได้ไปจ่ายเป็นภาษีสรรพสามิต ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 23,164 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าหุ้นละ9.80 บาท ส่วนในอนาคตหากคณะรัฐมนตรีให้เพิกถอนสัญญาต่อท้ายและให้แก้ไขกลับไปตามฉบับดั้งเดิมสถาบันวิจัยนครหลวงไทยประเมินว่า ประเด็นนี้ไม่มีผลกระทบต่อหุ้น เพราะ DTAC จะเริ่มจ่ายส่วนแบ่งรายได้ที่ 30% ซึ่งจะเริ่มในปี 2554 จนสิ้นสุดอายุสัมปทาน ดังนั้น หากรัฐบาลไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากเหตุการณ์ในอดีต แต่แก้สัญญาสัมปทานกลับไปตามเดิม มูลค่าเหมาะสมของ DTAC อยู่ที่ 45 บาท แนะนำ
“ซื้อ”TRUE :
ถือว่าเป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดนับตั้งแต่มีคำตัดสินของศาลฎีกา เนื่องจาก TRUEMOVE ไม่เคยมีการแก้ไขสัญญาสัมปทานหลังจากที่ซื้อธุรกิจมาจาก WCS และทำสัญญาสัมปทานใหม่กับ กสท โทรคมนาคม ดังนั้น TRUE จึงได้รับปัจจัยบวกจากการไม่เรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งของรัฐบาลเพียงประเด็นเดียว คือ กรณีการนำส่วนแบ่งรายได้ไปจ่ายเป็นภาษีสรรพสามิต ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 9,015 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าหุ้นละ 0.62 บาท ทำให้มูลค่าเหมาะสมของ TRUE กลับไปอยู่ที่ 3.10 บาท แนะนำ “ขาย”THCOM :
เดิม ไม่ได้ประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการเรียกร้องค่าเสียหายจากกระทรวง ICT เนื่องจากยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดว่ากระทรวง ICT ต้องการอะไรจาก THCOM โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการสร้างดาวเทียม IPSTAR ที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากดาวเทียมพื้นฐาน (Conventional) และไม่ได้ใช้เป็นดาวเทียมสำรองของไทยคม 3อย่างไรก็ดี เนื่องจากกระทรวงการคลังไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรงกับ THCOM แต่เป็นกระทรวง ICT ดังนั้นจึงต้องรอดูความเห็นของ รมว.ไอซีที อีกครั้งว่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ รวมถึงประเด็นทางปัจจัยพื้นฐานที่ยังต้องติดตามคือ ข้อสรุปในการสร้างดาวเทียมไทยคม 6 และการทำตลาดของ IPSTAR ในประเทศอินเดีย ทั้งนี้คงมูลค่าเหมาะสมของ THCOM ที่ 8.75 บาท แนะนำ
“ซื้อเก็งกำไร”






