posttoday
รู้ทัน...ค่าเงิน

รู้ทัน...ค่าเงิน

18 มีนาคม 2553

....สุดารัตน์ ทิพยเทอดธนา

ถ้าช่วงนี้มีคนถามท่านผู้อ่านว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอย่างไร ถ้าท่านเป็นคนที่ติดตามข่าวสารทางเศรษฐกิจมาบ้าง ก็คงจะตอบออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า “ตอนนี้ค่าเงินบาทก็อยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้นน่ะสิไม่น่าถาม” เพราะแนวโน้มค่าเงินบาทเป็นข่าวทางด้านเศรษฐกิจที่ติดอันดับต้นๆ ที่ใครๆ ก็ต้องพูดถึง ...ว่าแต่มีใครเคยสงสัยบ้างไหมคะ ว่าค่าเงินจะแข็งจะอ่อนมีวิธีการดูอย่างไร???

การจะดูว่าค่าเงินจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดนั้น มีตัวแปรที่เป็นปัจจัยกำหนดมากมาย แต่ตัวแปรที่สำคัญและมีบทบาทในการกำหนดการเคลื่อนไหวของค่าเงินว่าจะไปทางใดนั้น ก็คือ “ดุลการชำระเงิน (Balance of Payments)” นั่นเอง ดังนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักกับเจ้าดุลการชำระเงินกันดีกว่าค่ะ ว่าคืออะไร และจะใช้เป็นเครื่องมือในการคาดการณ์ว่าค่าเงินจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางไหน จะแข็งขึ้นไปอีกหรือจะอ่อนลงจากปัจจุบัน

ดุลการชำระเงิน หรือที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Balance of Payments ก็คือ บัญชีที่จัดทำขึ้นเพื่อดูการไหลเข้าและออกของเงินตราต่างประเทศจากการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจ ระหว่างผู้มีถิ่นฐานในประเทศ (Residents) กับผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศ (Nonresidents) ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น รอบเดือน รอบไตรมาส หรือในรอบปี เป็นต้น ฟังดูแล้วออกจะวิชาการมากไปหน่อย แต่ยังไงก็อยากอธิบายในแต่ละองค์ประกอบของดุลการชำระเงินว่าประกอบไปด้วยบัญชีใดบ้าง เพราะว่า จะทำให้ผู้อ่านมองเห็นภาพการนำไปใช้ได้อย่างชัดเจนขึ้น ดังนี้ค่ะ

ดุลการชำระเงิน ประกอบไปด้วย :

ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ซึ่งประกอบไปด้วย

ดุลการค้า ถ้าจะอธิบายง่ายๆ ก็คือ ผลต่างระหว่างมูลค่าการนำเข้าและส่งออกสินค้า

ดุลบริการ รายการหลักๆ ของดุลบริการนี้ ก็ได้แก่ ดุลการท่องเที่ยวและค่าบริการขนส่งระหว่างประเทศ นั่นเอง

ดุลบัญชีรายได้จากการลงทุน และดุลบัญชีเงินโอนระหว่างประเทศ รายการนี้ได้แก่การส่งกลับรายได้จากการทำงานในต่างแดน รายได้เงินปันผลและผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในต่างประเทศและการโอนเงินบริจาค เป็นต้น

ดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย (Capital and Financial Account) รายการที่มักจะเป็นที่พูดถึงบ่อยๆ ก็ได้แก่

การลงทุนโดยตรง (Foreign Direct Investment : FDI) เช่น เงินที่ต่างชาติเข้ามาสร้างโรงงาน ขยายกิจการ เป็นต้น

ลงทุนทางอ้อม (Portfolio Investment) เช่น เงินลงทุนในตลาดหุ้น เงินลงทุนในพันธบัตรของผู้ลงทุนต่างชาติ เงินกู้ยืมระหว่างประเทศของทั้งภาครัฐและเอกชน และเงินฝากของผู้ที่ไม่ได้มีถิ่นฐานในประเทศ (NonResident Baht Account)

ดุลการชำระเงิน

=

ดุลบัญชีเดินสะพัด

(ดุลการค้า+ดุลบริการ+รายได้และเงินโอน)

+

ดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย

(FDI+Portfolio Investment)

 

พอทราบองค์ประกอบของดุลการชำระเงินไปพอสังเขปแล้ว ทีนี้ก็มาดูการแปลความหมายกันค่ะโดยสรุปง่ายๆ ในการนำ “ดุลการชำระเงิน (Balance of Payments)” ไปคาดการณ์ค่าเงินจะเป็นไปในทิศทางไหนก็มีหลักง่ายๆ คือ ถ้ามีเงินไหลเข้าประเทศเยอะๆ (เกินดุลมากๆ) ผ่านดุลการชำระเงิน ไม่ว่าจะไหลเข้ามาผ่าน ดุลบัญชีเดินสะพัด (จากการขายสินค้าและบริการ) หรือเข้ามาจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนก็ตามที ก็จะมีผลทำให้ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น ซึ่งหากขาดดุล ก็จะเป็นในทิศทางตรงกันข้ามนั่นเอง

ลองนึกตามนะคะ ก็ตามหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานนั่นแหละค่ะ กล่าวคือ อะไรที่มีเหลือเฟือ ของนั้นก็ราคาถูก อะไรที่ขาดแคลน ของนั้นก็มีราคาแพง และของที่เราพูดถึงแทนที่จะเป็นสินค้า ก็เปลี่ยนเป็นเงินสกุลบาทแทน ถ้าเงินไหลเข้ามาในประเทศเยอะๆ ความต้องการแลกเงินบาทก็จะมาก เงินบาทเลยแข็งค่าขึ้น เป็นต้น

ถึงตรงนี้แล้ว หากมาดูข้อมูลของทางแบงก์ชาติที่ประกาศออกมาล่าสุด หลายท่านก็คงพอจะเดาออกแล้วใช่ไหมคะ ว่าทิศทางค่าเงินของเราจะไปในทิศทางใด แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือทำอย่างไรให้การแข็งค่าขึ้นนั้น มีความพอดีและไม่ทำให้ราคาสินค้าส่งออกและบริการของไทยในรูปเงินบาทแพงเกินไปในสายตาคนต่างชาติ จนทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง นี่คงเป็นภารกิจสำคัญที่ทางแบงก์ชาติจะต้องจัดการต่อไปค่ะ

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี