
TNDTดิ้นแตกไลน์ หนีการเมืองทำชะงัก
โพสต์ทูเดย์
— TNDT ชี้การเมืองลากยาว ทำ 2 เดือนแรกงานใหม่ภาครัฐและเอกชนไม่เกิด ต้องหนีตายฉีกรับงานตรวจสอบวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐานและงานนอกน.ส.ชมเดือน ศตวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย เอ็น ดี ที (TNDT) ประกอบธุรกิจตรวจสอบและทดสอบทางวิศวกรรมความปลอดภัย เปิดเผยว่า ปัญหาการเมืองไม่นิ่งและส่งผลกระทบลูกโซ่ ทำให้นโยบายรัฐไม่มั่นคงอย่างเช่นปัญหามาบตาพุด ได้ส่งผลลากยาวจนเห็นได้ชัดที่ 2 เดือนแรกของปีนี้ ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนอยู่ในภาวะซึมไม่มีการลงทุนโครงการใหม่ๆ ออกมา
“งานที่รอประมูลตอนนี้เรียกว่านิ่งมาก เพราะตอนนี้ทุกฝ่ายรอผลสรุปจากการเมือง เนื่องจากไม่รู้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องมาบตาพุดซึ่งคิดว่าหากปล่อยให้ระยะเวลาแก้ปัญหาไปยาวกว่านี้คาดว่าจะมีนักลงทุนบางส่วนที่รอไม่ได้จนอาจมีการเปลี่ยนฐานการผลิตก็ได้”ปัจจุบันนอกจากบริษัทจะมีงานตรวจสอบวิศวกรรมพลังงานของลูกค้าเก่า ก็จะเน้นด้านตรวจสอบเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในงานส่วนเดิมหรือจากงานขยายเก่า รวมทั้งหันไปแตกไลน์ธุรกิจตรวจสอบงานวิศวกรรมระบบงานโครงสร้างพื้นฐาน เพราะมีอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิน) ดีกว่างานพลังงานปกติซึ่งอยู่ที่ 30% เช่น งานทดสอบสิ่งแวดล้อม แผ่นดินไหว ซึ่งปัจจุบันมีแล้ว 1 งานของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง
นอกจากนั้น บริษัทยังพยายามกระจายรับงานในต่างประเทศมากขึ้น ล่าสุดอยู่ระหว่างสรุปงานตรวจสอบวิศวกรรมพลังงานขั้นสูงที่ประเทศซูดาน ซึ่งบริษัทมีพันธมิตรธุรกิจเป็นผู้ดูแลระบบงานพลังงานโครงการใหญ่ในซูดาน ซึ่งคาดว่าจะสรุปงานในต้นไตรมาส 2 และเริ่มทยอยรับรู้รายได้ในไตรมาส 3 นี้ ประมาณ 10 ล้านบาท อีกทั้งงานซูดานเป็นงานต่อเนื่องที่จะช่วยเสริมรายได้บริษัทเป็นระยะเวลานานถึง 3 ปี
สำหรับความคืบหน้าการหาพันธมิตรร่วมทุนในประเทศเวียดนามนั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะร่วมทุนในลักษณะไหน หรือถือหุ้นเท่าไร ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบสำหรับการลงทุนในเครื่องมืออุปกรณ์ประมาณ 30 ล้านบาท
นายสมยศ ฐิติสุริยารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE) กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างผันผวน จะเป็นปัจจัยเร่งให้มีการหันมาใช้ถ่านหินมากขึ้น เนื่องจากบริหารต้นทุนได้ง่ายกว่าการใช้ราคาน้ำ เพราะดูได้จากราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 12 เดือนย้อนหลัง ปรับตัวเพิ่มขึ้น 100% จาก 4045 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาเป็น 80 เหรียญสหรัฐต่อตันในปัจจุบัน ต่างจากราคาถ่านหินในช่วง 12 เดือนย้อนหลังราคาจาก 30 เหรียญสหรัฐต่อตันได้ค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 50% อย่างมีเสถียรภาพมาเป็น 65 เหรียญสหรัฐต่อตัน
บริษัทคาดว่าในปีนี้จะมีปริมาณการขายถ่านหิน 1.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 9.3 แสนตันในปีที่ผ่านมา และคาดว่าอัตรากำไรสุทธิจะอยู่ที่ระดับ 4% ของรายได้ เพิ่มขึ้นจาก 0.6% ในปีที่ผ่านมา และน่าจะกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2551 เนื่องจากไม่มีการตั้งสำรองเหมือนปี 2552 และเศรษฐกิจปรับตัวดีทำให้ราคาดีตาม โดยบริษัทสามารถปรับราคาขายตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น







