
รอทดสอบ 782 หรือ 790 จุด
...พงศ์ถัทร สิริพิพัฒน์
ภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นนำตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยตลาดหุ้นในภูมิภาคปรับตัวขึ้นแรงในวันพุธที่ผ่านมา หลังจากได้ปัจจัยบวกจากเฟดที่มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยและตลาดคาดว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะช้าขึ้นไปเป็นเดือน พ.ย. การประเมินดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงทันที และสินทรัพย์ทางการเงินส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น เนื่องจากสภาพคล่องที่ธนาคารต่างๆ อัดฉีดเข้ามายังคงอยู่ในระบบการเงินได้นานขึ้น ส่วนทางด้านฝั่งยุโรป เอสแอนด์พี ประกาศคงอันดับเครดิตระยะสั้นของกรีซที่ BBB+ และคงอันดับเครดิตระยะสั้นที่ A2 พร้อมกับถอดชื่อกรีซออกจากวอชลิสต์ ทำให้ตลาดคลายกังวลได้บ้าง โดยแรงซื้อในช่วงที่ผ่านมายังคงมาจากนักลงทุนต่างชาติ ยอดซื้อสุทธิสะสมของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มียอดซื้อสุทธิแล้ว 2.4 หมื่นล้านบาท ส่วนทางด้านนักลงทุนสถาบันตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา มียอดซื้อสุทธิเพียง 867 ล้านบาท
โดยแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิหนักในรอบนี้ เรายังคงประเมินเช่นเดียวกับอาทิตย์ก่อนๆ หน้านี้ว่าเกิดจากการเก็งกำไรเรื่องค่าเงินเป็นหลัก ตลาดทุนอาจจะเป็นเพียงแหล่งที่พักเงินแหล่งหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นที่พักเงินที่ได้ประโยชน์แนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว โดยการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียยังเติบโตได้สูงเมื่อเทียบกับทางฝั่งอเมริกาหรือยุโรป ทำให้แนวโน้มค่าเงินเอเชียและค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่ากว่าอเมริกาหรือยุโรปโดยเปรียบเทียบ โดยประเด็นที่น่าพิจารณาต่อไป คือ ประเมินว่ายอดซื้อสุทธิสะสมของนักลงทุนสถาบันที่ยังอยู่ในระดับต่ำมาก ในขณะที่ตลาดปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จะทำให้นักลงทุนสถาบันเป็นผู้กลับมาซื้อหุ้นคืนเพื่อให้ผลตอบแทนของกองทุนไม่แตกต่างจาก SET Index ที่เป็นดัชนีอ้างอิงมากนัก ซึ่งหากมีการพักฐานจากการขึ้นแรงของ SET Index คาดว่าการจะปรับตัวลงไม่มาก จากนักลงทุนสถาบันที่ทยอยเพิ่มพอร์ตการลงทุน
การประชุมของ กนง. ครั้งล่าสุด แม้ว่าจะมีมติให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.25% ต่อปี แต่ประเมินว่าความจำเป็นในการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมีน้อยลงมาก อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เป็นเพียงรอดูผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งหากการชุมนุมทางการเมืองไม่มีความรุนแรง เชื่อว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งต่อไปมีโอกาสสูงที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่การประชุม FOMC เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเป็นพิเศษไปอีกระยะหนึ่ง เช่นเดียวกับครั้งก่อนหน้า และตลาดได้ปรับความคาดหวังในการขึ้นดอกเบี้ยให้ช้าขึ้น มาเป็นเดือน พ.ย. แทน ทำให้โดยสภาพคล่องที่ธนาคารกลางต่างๆเคยอัดฉีดเข้ามาในระบบการเงินยังคงอยู่ในระบบได้ต่ออีกระยะหนึ่ง ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ทางการเงินปรับตัวขึ้นได้ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจดี ที่จะมีแนวโน้มเงินทุนไหลเข้า โดยคาดว่าส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเอเชียที่มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่า Fed Funds Rate ของสหรัฐเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ค่าเงินสกุลเอเชียแข็งค่า
โดยหากพิจารณาเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย พบว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความโดดเด่น เนื่องจากประเทศในเอเชียที่มีความเกี่ยวข้องกับจีนอาจจะได้รับผลกระทบต่อความกังวลเงินเฟ้อจีนที่ล่าสุดอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 16 เดือน แม้ว่าในช่วงก่อนหน้านี้ทางการจีนได้ออกมาปฏิเสธ แต่ยังเป็นประเด็นที่ค่อนข้างเปราะบางหากมีตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาดีในช่วงต่อจากนี้ โดยตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดหุ้นหนึ่งที่นักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจ
โดยประเด็นเก็งกำไรเรื่องค่าเงินเอเชีย ตลาดน่าจะเริ่มรับรู้ประเด็นดังกล่าวไประดับหนึ่งแล้ว แต่คำถามน่าสนใจต่อในช่วงถัดๆ ในระยะกลาง คือ เมื่อไหร่ที่นักลงทุนต่างประเทศจะเริ่มหยุดซื้อ หรือเริ่มมีเงินไหลออกจากประเทศเกิดใหม่ในเอเชียที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตดี คำตอบที่ตรงแต่เป็นกำปั้นทุบดินมากที่สุดก็คือ เมื่อค่าเงินบาท/เอเชียเริ่มอ่อน ซึ่งจะเป็นสัญญาณของการขายในตลาดหุ้นตามมา โดยหากจะพิจารณาถึงสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาท/ค่าเงินเอเชียอ่อน สาเหตุหนึ่งที่อาจจะพออธิบายได้ก็คือ ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยในเอเชียและสหรัฐเริ่มแคบลง (แต่ในปัจจุบันส่วนต่างดังกล่าวยังมีแนวโน้มกว้างขึ้นอีก จากดอกเบี้ยเอเชียมีแนวโน้มขึ้นก่อน) ซึ่งอาจจะหมายถึงการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐ โดยในอดีตที่ผ่านมาตลาดหุ้นมักจะตอบสนองเชิงลบก่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ซึ่งหากเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงเดือน พ.ย. ตามที่ตลาดคาดไว้ การปรับฐานของตลาดทุนโลกน่าจะเกิดขึ้นในปลายไตรมาส 2 หรือต้นไตรมาส 3 จากการประเมินในเบื้องต้น ทิศทางหลักยังคงมีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดทุน แต่อาจจะผันผวนตามปัจจัยทางการเมืองที่เข้ามาเป็นระยะๆ โดยทางเทคนิคของ SET Index การปรับตัวขึ้นผ่าน 750 จุดไปได้ จะมีแนวต้านหลักถัดไปที่ 780 และ 800 จุด กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนซื้อตามโดยกำหนดจุดขาดทุนด้วย







