
คิดบวก คิดลบ!
ระยะหลังๆ มานี้ มีคนจำนวนมากที่มักจะพูดว่า ไม่ว่าจะทำอะไร หรือเจออะไรทั้งร้ายและดีให้คิดในเชิงบวกเข้าไว้ โลกจะได้สดใส ไม่เครียด ผมเองก็ออกจะเห็นด้วยครับว่า การคิดเชิงบวกเป็นเรื่องที่ดีทำให้จิตใจแจ่มใส
ระยะหลังๆ มานี้ มีคนจำนวนมากที่มักจะพูดว่า ไม่ว่าจะทำอะไร หรือเจออะไรทั้งร้ายและดีให้คิดในเชิงบวกเข้าไว้ โลกจะได้สดใส ไม่เครียด ผมเองก็ออกจะเห็นด้วยครับว่า การคิดเชิงบวกเป็นเรื่องที่ดีทำให้จิตใจแจ่มใส
คนที่สนับสนุนเรื่องนี้อย่างจริงๆ จังๆ ถึงกับมีการจัดฝึกอบรมเพื่อให้เกิดการคิดเชิงบวก หรือ Positive Thinking ซึ่งมีแนวคิดกันว่า องค์กรที่มีพนักงานและผู้บริหารคิดในเชิงบวกมากๆ จะเป็นองค์กรที่เกิดการทำงานอย่างมีความสุข เกิดการพัฒนางานและการนำเสนอความคิดเห็นต่างๆ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้ เพราะการคิดบวกของคนในองค์กรจะเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญ
อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องมองโลกในความเป็นจริงด้วย ผมได้เคยกล่าวถึงการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการต่างๆ ก่อนที่จะลงมือทำ ว่าเราจะต้องศึกษาอย่างตรงไปตรงมา ใช้ข้อมูลที่เป็นความจริง หรือใกล้เคียงความจริงให้มากที่สุด เพื่อให้การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างเที่ยงตรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะการหลอกตัวเองไม่ได้ทำให้เกิดผลดีอะไร นอกจากจะก่อผลเสียในระยะยาว
ไม่เพียงเท่านั้น ในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนั้น ข้อมูลบางอย่างที่จะต้องอาศัยการประมาณการนั้น อาจจะต้องทดลองใส่ตัวเลขในหลายๆ แบบ เช่น การประมาณการจำนวนลูกค้าที่มีความเป็นไปได้ก็อาจจะมีวิธีคิดหลายวิธี เช่น หากเราจะเปิดร้านเพื่อให้บริการซักรีดในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แล้วมีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงว่า ทั้งหมู่บ้านมีประชากรจำนวน 1,000 คน ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่หาได้จริง ไม่มีปัญหาอะไรครับ แต่ตัวเลขที่จะต้องประมาณการก็คือ แล้วจาก 1,000 คนที่อาศัยในหมู่บ้านแห่งนี้จะมาเป็นลูกค้าของเรากี่คน
เวลาคำนวณแบบนี้ หากเป็นผู้เชี่ยวชาญก็จะมีหลักการคำนวณโดยอาศัยปัจจัยหลายๆ อย่างมาประกอบ เช่น โครงสร้างอายุ โครงสร้างรายได้ของประชากรในพื้นที่ที่จะเป็นตัวมากำหนดว่า แล้วมีคนที่มีโอกาสจะมาเป็นลูกค้าของเราสักกี่มากน้อย แต่ไม่ว่าอย่างไรข้อมูลนี้ก็จะเป็นเพียงการประมาณการ ซึ่งไม่มีทางเที่ยงตรง จึงควรที่จะทำทางเลือกเอาไว้หลายๆ ทาง เช่น หากพิจารณาตามหลักการแล้ว ปกติจะมีผู้ที่มีโอกาสมาเป็นลูกค้าของเราประมาณ 30% ของจำนวนประชากรทั้งหมด คือ 300 คน ก็ทำตัวเลขนี้ไว้ก่อนเป็นข้อมูลพื้นฐานความเป็นไปได้ของโครงการ
แต่ในเวลาเดียวกันก็ลองทำตัวเลขในกรณีอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย นั่นคือถ้าเราประเมินว่า จะมีลูกค้าประมาณ 30% ของจำนวนประชากร ก็ต้องลองคิดในแง่ร้ายควบคู่กันไปด้วยว่า แล้วถ้าไม่ได้ตามเป้าล่ะ ถ้ามีคู่แข่งล่ะ ถ้าหากโครงสร้างประชากรที่เราหามามีข้อผิดพลาดล่ะ???
จากคำถามเหล่านี้ทำให้เราต้องคิดในเชิงความเป็นไปได้ที่มันอาจจะเลวร้ายกว่าการประมาณการด้วย เช่น ต้องลองใส่ตัวเลขดูว่า จากจำนวนลูกค้าที่น่าจะเป็นไปได้ 30% หรือ 300 คนนั้น ถ้าลดเหลือ 20% หรือ 200 คนแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับผลของการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการหรือไม่ ยังสามารถเดินหน้าเปิดร้านได้หรือไม่ หากยังยืนยันจะเปิดร้าน แล้วมีทางออกสำรองหรือไม่ เช่น หากลูกค้าน้อยกว่าที่คิด เราจะยืนระยะอยู่ด้วยสายป่านที่มีได้นานขนาดไหนก่อนปรับปรุงกิจการ หรือเราจะยอมได้กำไรช้ากว่าที่ตั้งใจไว้ได้นานขนาดไหน
ไม่เพียงเท่านั้นสำหรับคนคิดรอบคอบบางคนจะทดลองใส่ตัวเลขที่เรียกกันว่า “กรณีที่เลวร้ายที่สุด” เข้าไปด้วย เช่น หากมองว่าความเลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นคือ อาจจะมีลูกค้าเข้ามาเพียง 10% หรือ 100 คน ซึ่งมันก็อาจจะเกิดขึ้นได้หากมีปัจจัยมากระทบ เช่น เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เกิดอุทกภัย หรืออะไรก็ตามที่เราอาจจะคาดไม่ถึง ทำให้กรณีที่เลวร้ายที่สุดมันเกิดขึ้น แล้วตัวเลขผลลัพธ์ของโครงการจะเป็นอย่างไร
คำตอบอาจจะเป็นว่าระยะเวลาที่จะคืนทุนในกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็อาจจะต้องยืดออกไปอีกนาน แล้วนานแค่ไหนล่ะครับที่เราจะทนไหว ก็ต้องกำหนดไปในแผนการของความเลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นนี้ด้วย เพื่อเป็นการเตรียมหาทางหนีทีไล่ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก
ผมได้เกริ่นเอาไว้เบื้องต้นว่าการคิดบวกเป็นเรื่องสำคัญ อย่างไรก็ตามในฐานะผู้ประกอบการ เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกครับ ที่เราจะต้องคิดหรือมองไปถึงคำว่า “กรณีที่เลวร้ายที่สุด” ที่จะเกิดขึ้นด้วย เพราะในโลกของความจริงคำคำ นี้เกิดขึ้นได้เสมอ หากเราไม่เคยคิดถึง เมื่อเหตุการณ์มันใกล้เข้ามาเราก็อาจจะเดินต่อไม่ถูก เพราะมัวตกใจหรือกังวลจนหันซ้ายหันขวาก็ไม่ได้ไปเสียหมด
การคิดบวกยังเป็นสิ่งสำคัญ แต่เราไม่สามารถละเลยการเตรียมพร้อมในเชิงลบ และหากจะว่าไป การมองหา “กรณีที่เลวร้ายที่สุด” มันก็เป็นการคิดบวกประเภทหนึ่ง เพราะเป็นการคิดเพื่อเตรียมรับมือ ทำให้เราสามารถเปิดรับทุกสถานการณ์ได้อย่างมีสติแจ่มใส
การมองโลกในแง่ดีเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน แต่ในการทำการค้าต้องระลึกเสมอว่า เหรียญมี 2 ด้าน แม้เราตั้งใจและอยากให้เหรียญพลิกมาเป็นด้านบวกเสมอ แต่เราก็ต้องไม่ละเลยที่จะตั้งรับ หากเหรียญนั้นพลิกกลับ ดังนั้นทุกครั้งที่ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ อย่าลืมคำนึงถึง “กรณีที่เลวร้ายที่สุด” ที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วมองเหตุการณ์นั้นด้วยรอยยิ้มให้ได้นะครับ







