
ธนาคารกรุงไทยเสี่ยงหนี้ SSI
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต กังวลว่าขนาดของสินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ไทยได้ปล่อยกู้ให้กับบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) จะกลายเป็นหนี้เสีย ที่ส่งผลเสียต่อ 3 ธนาคาร คือ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และบริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) อย่างไรก็ตามนายแบงก์ยืนยันยังเป็นหนี้ดี
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต กังวลว่าขนาดของสินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ไทยได้ปล่อยกู้ให้กับบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) จะกลายเป็นหนี้เสีย ที่ส่งผลเสียต่อ 3 ธนาคาร คือ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และบริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) อย่างไรก็ตามนายแบงก์ยืนยันยังเป็นหนี้ดี
ภายหลังที่ บล.ธนชาต ได้เข้าร่วมประชุมกับ SSI เพื่อรับทราบถึงทิศทางการดำเนินงานและรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับแผนการเพิ่มทุนครั้งล่าสุดของบริษัท ธุรกิจของ SSI ยังคงน่าเป็นห่วง ในขณะที่แผนการเพิ่มทุนไม่ได้ลดความกังวลต่อความเสี่ยงการผิดนัดชำระ หนี้ของ SSI จากธนาคารพาณิชย์ทั้ง 3 รายที่มีความเสี่ยงของ SSI โดย KTB มีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้มากที่สุด และคงคำแนะนำ “ขาย”
SSI ประกาศจะทำการเพิ่มทุน 413 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มจำนวนหุ้นเป็น 1.9 หมื่นล้านหุ้น ราคาหุ้นเพิ่มทุน 0.68 บาทต่อหุ้น หรือมีพรีเมียมราว 15% ต่อราคาปิดเมื่อวันที่ 15 ส.ค.
wถึงแม้การเพิ่มทุนที่มีขนาดใหญ่ขนาดนี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับฐานะทางการเงินของ SSI และ SSI UK โดยการลดสัดส่วนหนี้สินต่อทุน แต่ไม่ได้ลดความกังวลที่มีต่อการผิดชำระหนี้ของ SSI เนื่องจาก:
ประการแรก ราว 65% ของหุ้นเพิ่มทุนเป็นการรองรับการแปลงหนี้เป็นทุนจากผู้ให้สนับสนุนเดิม เช่น กลุ่มสหวิริยาและวาโนเมท (ผู้ค้าเหล็กรายใหญ่ของโลกและผู้ถือหุ้นใหญ่)
ประการที่สอง ความไม่แน่นอนว่าหุ้นเพิ่มทุนสัดส่วนที่เหลือ 35% ซึ่งเป็นเงินระดมทุนก้อนใหม่ที่จะถูกใส่เพิ่มเข้าในบริษัทนั้นจะมีการเพิ่มทุนครบจำนวนหรือไม่ เนื่องจากราคาหุ้นเพิ่มทุนมีพรีเมียมต่อราคาตลาด 15% ในขณะที่คาดว่าไม่ง่ายนักที่ SSI จะสามารถหาพันธมิตรรายใหม่เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนในส่วนของนักลงทุนเฉพาะเจาะจง สัดส่วน 26% ที่เหลือ
wการดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการยื้อเวลาให้กับ SSI เท่านั้น เนื่องจากหนี้เงินทุนหมุนเวียนระยะสั้นและผู้ให้กู้ระยะยาวได้มีข้อตกลงที่จะแปลงทั้งหนี้เงินทุนหมุนเวียนและ Bridging Loan มูลค่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปให้ SSI UK ซึ่งมีกำหนดจ่ายคืนภายในปีนี้เป็นหนี้ระยะยาว 3 ปี
wถึงแม้กลุ่มสหวิริยาจะทำการเพิ่มทุนในส่วนของ 35% ที่เหลือเกือบทั้งหมด และมีการเพิ่มทุนครบจำนวน เรายังคงมีความไม่มั่นใจต่อบริษัทและเห็นความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากแนวโน้มกระแสเงินสดของบริษัท โดยเฉพาะ SSI UK เป็นปัจจัยฉุดที่สำคัญและยังคงอ่อนแอ
wSSI UK ขาดทุนก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวมราว 6,100 ล้านบาท ในช่วงครึ่งแรกปีนี้ ถึงแม้เป็นผลมาจากการขาดทุนสินค้าคงคลังและส่วนต่างราคาวัตถุดิบและราคาขายที่อ่อนตัวลงผิดปกติ แนวโน้มครึ่งหลังปี 2555 ยังคงไม่ดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก และมีความเห็นว่าเป้าที่บริษัทให้ SSI UK เข้าสู่จุดคุ้มทุนภายในไตรมาสแรกนั้นค่อนข้างยาก SSI จำเป็นต้องดำเนินการผลิตเต็มกำลัง รวมถึงทำแผนการลดค่าใช้จ่ายให้ประสบความสำเร็จ
ความต้องการของ SSI ไม่เพียงพอที่จะรองรับกำลังการผลิตของ SSI UK ได้ เนื่องจากเป็นโมเดลในการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรทั่วโลก และคาดว่าไม่ง่ายนักที่ SSI UK จะสามารถขายสินค้าให้นอกกลุ่ม SSI ได้
ดังนั้น จึงเชื่อว่า SCB KTB และ TISCO เป็น 3 ธนาคารพาณิชย์ที่มีความเสี่ยงของ SSI โดย KTB มีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้มากที่สุด เนื่องจากมีการตั้งสำรองที่ค่อนข้างน้อย และคงคำแนะนำ KTB “ขาย”
อย่างไรก็ตาม “กิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายธุรกิจขนาดใหญ่ SCB ยืนยันว่า SSI ยังคงมีสถานะเป็นลูกหนี้ปกติของธนาคาร ซึ่งมีการชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย โดยเชื่อว่าแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจของลูกค้าด้วยการเพิ่มทุนจำนวน 1.28 หมื่นล้านบาท จะทำให้สถานะของลูกค้าดีขึ้นและมีสัดส่วนหนี้ต่อทุน (ดี/อี) ลดลงมาอยู่ที่ 1.6-1.7 เท่า ตามเกณฑ์ของธนาคาร
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ยืนยันว่าราคาหุ้นปัจจุบันSSIสะท้อนผลประกอบการที่ตกต่ำแล้ว จึงปรับคำแนะนำจากขายเป็นถือ และคาดว่า SSI จะมีผลขาดทุน 3,000-4,000 ล้านบาท ในช่วงครึ่งหลังปีนี้ จึงได้ลดประมาณการปี 2555 จากที่คารดว่าจะขาดทุน 4,960 ล้านบาท เป็นขาดทุน 1.13 หมื่นล้านบาท
แผนเพิ่มทุนที่เกิดขึ้นจะช่วยให้ SSI มีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น







