
ประสารพร้อมเพิ่มทุนกรุงไทย
“ประสาร” มั่นใจมีเงินเพียงพอในการซื้อหุ้น เพิ่มทุนธนาคารกรุงไทยเฉียด 2 หมื่นล้าน ยืนยันไม่กระทบสภาพคล่องและการชำระหนี้ 1.14 ล้านล้านบาท
“ประสาร” มั่นใจมีเงินเพียงพอในการซื้อหุ้น เพิ่มทุนธนาคารกรุงไทยเฉียด 2 หมื่นล้าน ยืนยันไม่กระทบสภาพคล่องและการชำระหนี้ 1.14 ล้านล้านบาท
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การที่คณะกรรมการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการ (กองทุนฟื้นฟูฯ) อนุมัติเพิ่มทุนธนาคารกรุงไทย (KTB) เป็นการใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นเดิมตามปกติ เพราะราคาหุ้นที่ธนาคารขายก็ค่อนข้างต่ำประมาณ 12 บาทกว่าเท่านั้น ซึ่งธนาคารก็คงนำเงินไปขยายธุรกิจต่อไป
“การซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบงก์กรุงไทย เป็นการใช้สิทธิตามปกติ อีกอย่างราคาหุ้นที่เขาขายก็ค่อนข้างต่ำ” นายประสารกล่าว
นายประสาร กล่าวว่า เรื่องจำนวนเงินที่จะนำมาซื้อหุ้น ที่คาดว่ากองทุนฟื้นฟูฯ ต้องใช้เงินประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาทนั้น มีเพียงพอไม่น่าจะกระทบสภาพคล่องของกองทุนฟื้นฟูฯ เนื่องจากเงินสำหรับจ่ายดอกเบี้ยหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านล้านบาทนั้น ได้เตรียมไว้แล้ว
อย่างไรก็ดี ในส่วนของเงินที่จะนำมาชำระหนี้เงินต้นนั้นอาจจะลดลงไปบ้าง ทำให้ชำระเงินต้นได้น้อยลง แต่ก็ไม่น่าจะกระทบอะไร เป็นเรื่องปกติ เพราะเงินต้นมีจำนวนมาก
“เท่าที่เราสอบถามไปทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ในเรื่องดอกเบี้ย พบว่าดอกเบี้ยที่เคยจ่าย 6% ได้ลดลงมาแล้ว อยู่ที่ระดับ 3% เรื่องดอกเบี้ยเราจึงก็ต้องมาดูว่าจะบริหารเงินอย่างไรต่อไป” นายประสาร กล่าว
ทั้งนี้ กองทุนฟื้นฟูฯ ถือหุ้นในธนาคารกรุงไทย 6,165 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 55.12% ของหุ้นทั้งหมด สำหรับการออกหุ้นเพิ่มทุนใหม่ของธนาคารกรุงไทยจะออกขายประมาณ 2,796 ล้านหุ้น ในอัตราจัดสรร 4 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ในราคาหุ้นละ 12.60 บาท โดยทางธนาคารกรุงไทยจะมีการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 21 ก.ย. ที่จะถึงนี้
นางกิตติยา โตธนะเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า หลังการเพิ่มทุนของผู้ถือหุ้นเดิมใช้สิทธิทั้งหมดจะได้เงินประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท จะดันให้เงินกองทุนขั้นที่ 1 จาก 7.92% เมื่อเดือน มิ.ย. เพิ่มเป็น 10.3% ขณะเดียวกันจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 10-11 เท่าของเงินที่ได้มา
นางกิตติยา กล่าวว่า การเพิ่มทุนของธนาคารครั้งนี้เป็นการเพิ่มทุนในรอบ 14 ปี สาเหตุที่ธนาคารต้องเพิ่มทุน เพราะเป็นช่วงจังหวะตลาดที่ดี สร้างความมั่นคงให้กับธนาคารในระยะยาว สามารถขยายธุรกิจได้โดยไม่ต้องกังวล
สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปรับลดลงต่อเนื่อง หนี้เสียส่วนใหญ่ที่มีอยู่เป็นของเก่า ซึ่งต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา ธนาคารใช้วิธีบริหารหนี้แล้วขายออกเอง เพื่อให้ได้ราคาที่ดีกว่าการขายยกล็อต โดยคำนวนแล้วว่าบริหารหนี้เองคุ้มกว่าขายให้คนอื่น
“เอ็นพีแอลหลายปีมานี้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะขั้นตอนการบริหารความเสี่ยงของธนาคารดีขึ้น วันนี้การพิจารณาสินเชื่อกับการพิจารณาความเสี่ยงเป็นระบบค่อนข้างมาก และการให้สินเชื่อการพิจารณาก็ไม่ได้ขึ้นกับตัวบุคคล” นางกิตติยา กล่าว







