
CK กำไรปรกติแย่-มีแต่กำไรพิเศษ
นักลงทุนต้องทำใจกับการลงทุนหุ้นบริษัท ช.การช่าง (CK) ที่ผลการดำเนินงานปกติจะย่ำแย่ แต่มีกำไรพิเศษจากบริษัทลูกมากมาย ดังนั้นหุ้นนี้จึงเหมาะสำหรับเก็งกำไรเท่านั้น
นักลงทุนต้องทำใจกับการลงทุนหุ้นบริษัท ช.การช่าง (CK) ที่ผลการดำเนินงานปกติจะย่ำแย่ แต่มีกำไรพิเศษจากบริษัทลูกมากมาย ดังนั้นหุ้นนี้จึงเหมาะสำหรับเก็งกำไรเท่านั้น
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต มีมุมมองว่า บริษัทจะมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานปกติ เนื่องจากผลการดำเนินงาน งวดครึ่งแรกปีนี้ต่ำกว่าคาด
ผู้บริหาร CK ยืนยันว่า โครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรียังคงเดินหน้าก่อสร้างต่อ แม้คณะกรรมการลุ่มแม่น้ำโขงมีมติให้ยกเลิกโครงการ
บล.ธนชาต ได้รวมโครงการนี้ในประมาณการแล้ว อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ของ CK สูงอย่างมากที่ 2.8 เท่าในไตรมาส อย่างไรก็ตาม CK มีแผนนำบริษัท CKP (ถือหุ้น 38%) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้ได้เงินที่เพียงพอสำหรับสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนที่จำเป็นและลดหนี้เงินกู้ลง “CK ไม่ใช่หุ้นที่ควรลงทุนในระยะยาว เนื่องจากกำไรมีความชัดเจนต่ำ แต่ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากการมีงานในมือจำนวนมากการันตีการเติบโตของรายได้ และการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของ CKP เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ นอกจากนี้ยังมีมูลค่าถูก ภายใต้ราคาหุ้นบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) บริษัท น้ำประปาไทย (TTW) และบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) มูลค่าของบริษัทเหล่านี้อยู่ที่ 7.58 บาท เทียบกับราคาหุ้นของ CK ในปัจจุบันที่ 7.05 บาท”
อย่างไรก็ตาม บล.แห่งนี้ยังคงแนะนำ “ซื้อ” หุ้นนี้ โดยให้ราคาเป้าหมาย 8.75 บาท/หุ้น โดยหุ้นที่เลือกลงทุนในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างของ บล.ธนชาต คือ บริษัท โตโยไทย คอร์ปอเรชั่น (TTCL) และบริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC)
บริษัท ช.การช่าง (CK) รายงานผลขาดทุนจากการดำเนินงานปกติ 108 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2555 ซึ่งเป็นลบเหนือความคาดหมาย โดยมีสาเหตุจากค่าใช้จ่ายการขายและการบริหารที่สูงขึ้น และมีผลขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม หากรวมกำไรพิเศษจากการขายโรงไฟฟ้า Solar Photovoltaic ให้บริษัท ซี เค พาวเวอร์ (CKP) บริษัทจะรายงานกำไรสุทธิ 124 ล้านบาท
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส เชื่อว่าผลประกอบการครึ่งปีหลังของCK น่าจะดีขึ้นตามยอดการรับรู้รายได้ที่สูงขึ้น โดย CK ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งหยุดงานจากรัฐบาลลาว จึงยังเดินหน้าก่อสร้างตามปกติโดยคาดว่าจะมีการรับรู้รายได้จากโครงการเขื่อนไซยะบุรีในปีนี้ 4,000 ล้านบาท ขณะที่รับรู้รายได้จากงานก่อสร้างในประเทศช่วงครึ่งหลังปีนี้มากขึ้น จากโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ รวมถึงการก่อสร้างทางพิเศษศรีรัชวงแหวนรอบนอก ที่คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 4 ส่วนรายการพิเศษที่อาจเกิดขึ้น คือ ขายโรงไฟฟ้าเชียงรายให้ CKP และการนำบริษัท CKP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการขายหุ้นออกมาบางส่วนรวมกับการขายหุ้นเพิ่มทุนที่ขายให้ประชาชนครั้งแรก เพื่อรับรู้กำไรและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้บริษัท
ดังนั้น ได้ประมาณการกำไรปีนี้ของ CK ที่ 425 ล้านบาท ยังไม่รวมกำไรพิเศษจากการขายไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้นในงวดไตรมาส 4 และประเมินมูลค่าที่เหมาะสมที่ 9.15 บาท ที่มีโอกาสราคาเพิ่มขึ้นอีก 30%รวมผลตอบแทนเงินปันผล 2.84% จึงคงแนะนำซื้อ
นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี คาดว่าปีนี้และปีหน้าผลประกอบการ CK ยังขาดทุน 308 ล้านบาท และ 53 ล้านบาท จากการขึ้นค่าแรงงานตั้งแต่ไตรมาส 2 และแนวโน้มวัสดุก่อสร้างที่ปรับขึ้นชัดเจนตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ต้นทุนหลักทั้งสองด้านคิดเป็น 3040% ของต้นทุนรวมที่จะยังกดดันแนวโน้มผลประกอบการ
ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการหลักลดลง เนื่องจากโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างบางส่วนปีนี้ มีอัตราการทำกำไรต่ำที่เริ่มทยอยสิ้นสุดงานก่อสร้างปีนี้
อย่างไรก็ตาม CK เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้ดีจากงบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ดังนั้นยังคงมูลค่าพื้นฐานหุ้นที่ 8.5 บาท







