
กลยุทธ์การลงทุนแบบ Absolute Return ตอนที่ 2
ฉบับที่แล้วทางบริษัทได้กล่าวถึงการลงทุนโดยใช้กลยุทธ์แบบ Absolute Return ที่สามารถทำกำไรให้ผู้ลงทุนได้ทั้งในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นและขาลง ได้แก่ Commodity Long/Short และ Equity Pair ไปแล้ว สำหรับฉบับนี้จะขอกล่าวถึงความแตกต่างของการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนแบบทั่วไป กับการลงทุนที่ใช้กลยุทธ์แบบ Absolute Return และวิธีการกำจัดความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk) จากการใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Absolute Return
ฉบับที่แล้วทางบริษัทได้กล่าวถึงการลงทุนโดยใช้กลยุทธ์แบบ Absolute Return ที่สามารถทำกำไรให้ผู้ลงทุนได้ทั้งในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นและขาลง ได้แก่ Commodity Long/Short และ Equity Pair ไปแล้ว สำหรับฉบับนี้จะขอกล่าวถึงความแตกต่างของการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนแบบทั่วไป กับการลงทุนที่ใช้กลยุทธ์แบบ Absolute Return และวิธีการกำจัดความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk) จากการใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Absolute Return
สำหรับการลงทุนในหุ้นผ่านกองทุนรวมทั่วไป สามารถแยกได้ 2 ประเภท คือ Passive Fund และ Active Fund ยกตัวอย่างเช่น
แบบที่ 1 : กองทุนหุ้นที่บริหารแบบ Passive ที่เน้นลงทุนในหุ้นตามดัชนีอ้างอิง เช่น กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของ SET 50 Index มีดัชนีชี้วัดเป็น SET 50 Index กองทุนจะได้รับผลตอบแทนตามผลตอบแทนของตลาด จากการเปลี่ยนแปลงของ SET 50 Index กล่าวคือ หากดัชนีปรับตัวขึ้น กองทุนจะได้รับผลตอบแทนดี ถ้าดัชนีปรับตัวลดลง ผลตอบแทนของกองทุนก็ปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน ดังนั้นกองทุนจะมีความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk) เพียงอย่างเดียว ไม่มีความเสี่ยงในด้านการบริหารกองทุน
แบบที่ 2 : กองทุนหุ้นที่บริหารแบบ Active ที่ใช้กลยุทธ์การคัดสรรหุ้นรายตัว (Stock Selection) เช่น กองทุนหุ้นที่ผู้จัดการกองทุนคัดเลือกหุ้นเอง และมีดัชนีชี้วัดเป็น SET 50 Index ผลตอบแทนของกองทุนจะได้รับมาจาก 2 ส่วน ได้แก่ จากผลตอบแทนของตลาดตามการเปลี่ยนแปลงของ SET 50 Index และความสามารถในการคัดเลือกหุ้นของผู้จัดการกองทุน ดังนั้นกองทุนจะมีความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk) และความสามารถในการบริหารกองทุนของผู้จัดการกองทุน
นอกจากนี้ ยังมีกองทุนหุ้น แบบที่ 3 คือ กองทุนหุ้นที่ใช้กลยุทธ์ Absolute Return เพื่อกำจัดความเสี่ยงทางด้านตลาด (Market Risk) เช่น กองทุนหุ้นที่ใช้กลยุทธ์การคัดเลือกหุ้น (Stock Selection) ที่มีดัชนีชี้วัดเป็น SET 50 Index และใช้กลยุทธ์ Absolute Return ด้วยการเปิดสถานะขายล่วงหน้าใน SET 50 Futures Index เพื่อปิดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดทั้งขาขึ้นและขาลง ทำให้ผลตอบแทนของกองทุนขึ้นอยู่กับการคัดเลือกหุ้นเท่านั้น กล่าวคือ หากหุ้นที่ผู้จัดการกองทุนเลือกลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าผลตอบแทนของ SET 50 Index กองทุนก็จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุนได้ ดังนั้นกองทุนแบบนี้จะเหลือความเสี่ยงจากความสามารถในการคัดเลือกหุ้นของผู้จัดการกองทุนเพียงอย่างเดียว
จะเห็นได้ว่า การใช้กลยุทธ์แบบ Absolute Return สามารถช่วยปิดความเสี่ยงทางด้านตลาด (Market risk) ที่เป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยากออกไปด้วยการใช้ตราสารอนุพันธ์ ทำให้กองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงด้านตลาด แต่พิจารณาจากความสามารถของผู้จัดการกองทุนในการบริหารกองทุน และการใช้กลยุทธ์การลงทุนเท่านั้น







