posttoday
หากมีมาตรการแก้หนี้ยุโรป...จะเป็นจุดขาย

หากมีมาตรการแก้หนี้ยุโรป...จะเป็นจุดขาย

16 สิงหาคม 2555

ทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าไม่ได้มีข่าวเรื่อง ECB ที่จะเข้าซื้อพันธบัตรของสเปนและอิตาลีอย่างที่ตลาดคาดไว้ แต่ตลาดหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ตลาดปรับตัวขึ้น ในขณะที่นักลงทุนสถาบันมียอดขายสุทธิตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากกองทุน Trigger Funds ที่ให้ผลตอบแทนถึงเป้าหมาย

ทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าไม่ได้มีข่าวเรื่อง ECB ที่จะเข้าซื้อพันธบัตรของสเปนและอิตาลีอย่างที่ตลาดคาดไว้ แต่ตลาดหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ตลาดปรับตัวขึ้น ในขณะที่นักลงทุนสถาบันมียอดขายสุทธิตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากกองทุน Trigger Funds ที่ให้ผลตอบแทนถึงเป้าหมาย

ส่วนผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนออกมากำไรลดลง 24.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และลดลง 39.8% หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยหุ้นกลุ่มพลังงานที่กำไรลดลงกว่า 77% YoY และ 82% QoQ เป็นปัจจัยหลักที่ฉุดกำไรของตลาดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสต๊อกน้ำมัน อย่างไรก็ตามราคาหุ้นกลุ่มพลังงานมีการปรับตัวลงมาตามราคาน้ำมันก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้หลังประกาศผลประกอบการราคาหุ้นกลับมาปรับตัวขึ้น เนื่องจากตลาดคาดว่าผลประกอบการของหุ้นกลุ่มนี้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

ทิศทางในระยะสั้น คาดว่าตลาดมีช่วงผันผวนทางขึ้น ก่อนที่จะมีแรงเทขายทำกำไร เป็นการรอข่าวเรื่องที่ทาง ECB จะออกมาตรการแก้ปัญหาหนี้ยุโรป โดยประเด็นดังกล่าวจะกลายเป็นจุดขายทำกำไรของตลาดในระยะสั้น เนื่องจากตลาดมีการปรับตัวขึ้นมาจากประเด็นนี้ไปในระดับหนึ่งแล้ว โดยเชื่อว่าหากมีการประกาศมาตรการออกมา การปรับตัวขึ้นจะเริ่มจำกัดและมีช่วงอ่อนตัวลง สำหรับตลาดหุ้นไทย คาดว่าจะมีแรงเทขายของนักลงทุนสถาบันตั้งแต่บริเวณนี้ขึ้นไป เนื่องจากมีกองทุน Trigger Funds บางส่วนที่ผลตอบแทนถึงเป้าหมาย 7-10% ทำให้การปรับตัวขึ้นของตลาดมีโอกาสจะอยู่ในช่วงท้ายๆ ของการแกว่งตัวขึ้น

ทิศทางเทคนิค ระยะสั้นตลาดหุ้นโลกกำลังทดสอบแนวต้านที่มีนัยสำคัญทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นดาวโจนส์ หรือ DAX ของเยอรมนี หากสามารถยืนที่บริเวณนี้ได้จะเป็นปัจจัยบวกในระยะกลางส่งผลให้ตลาดปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยสามารถปิดปรับตัวขึ้นเหนือแนวต้านที่มีนัยสำคัญได้เป็นวันที่ 2 แล้ว หากยังสามารถยืนเหนือที่บริเวณนี้ได้ต่อเนื่องจะเป็นสัญญาณบวกของการแกว่งตัวขึ้นต่อในระยะกลางเช่นเดียวกัน ทำให้ทางเทคนิคในระยะสั้นตลาดกำลังเลือกทางว่าจะเป็นการแกว่งตัวขึ้นต่อเนื่องหรือมีการปรับฐานลง ซึ่งหากประเมินทางเทคนิค เราแนะนำให้ออกมารอดูจนกว่าจะมีความชัดเจนของการเบรกขึ้นหรือลงอย่างเด็ดขาดก่อน

ส่วนเชิงปัจจัยประเด็นที่มีผลต่อตลาดในระยะกลาง คือ เรื่องการทำ QE 3 ของเฟด ตลาดเริ่มลดความคาดหวังเรื่อง QE 3 ของเฟดในการประชุมเดือน ก.ย. หลังจากที่ยอดค้าปลีกสหรัฐเดือน ก.ค. ออกมาดี +0.8% เทียบกับที่ตลาดคาดไว้ที่ +0.3% ซึ่งจะส่งผลให้ความจำเป็นในการทำ QE อย่างรวดเร็วน้อยลงไป ซึ่งข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นค่อนข้างสอดคล้องกับตัวเลขภาคแรงงาน อย่างการจ้างงานนอกภาคเกษตร หรือยอดการขอรับสวัสดิการที่มีแนวโน้มฟื้นตัว

โดยทาง KGI ยังคงประเมินว่า เฟดจะยังไม่มีการออกมาตรการในการประชุมเดือน ก.ย.นี้ และโอกาสที่เฟดจะประกาศทำ QE 3 จะอยู่ที่เดือน ต.ค. ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในสหรัฐ ซึ่งต้องติดตามการประชุมของบรรดาธนาคารกลางที่ Jackson Hole ในปลายเดือนนี้ ว่าเฟดจะมีการแถลงอะไรหรือไม่ ด้าน ECB การประชุม ECB ในวันที่ 6 ก.ย. ตลาดคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยลง 25 bps. หลังจากการประชุมครั้งที่ผ่านมาไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งในช่วงที่เข้าใกล้วันประชุมคาดว่าตลาดจะมีการเก็งกำไรในประเด็นกันอีกรอบหนึ่ง

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ทยอยขายแล้วออกมารอดู เนื่องจากคาดว่ายังคงมีความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นจะเกิดการพักฐานสั้น โดย SET Index มีแนวรับที่บริเวณ 1,205-1,200 และ 1,190 จุด อย่างไรก็ตามหาก SET Index ยังคงยืนเหนือ 1,220-1,218 จุดต่อเนื่องค่อยเข้ากลับมาเข้าซื้อโดยมีจุด Stop ที่บริเวณดังกล่าว โดยเราประเมินว่าตลาดจะเป็นการแกว่งตัวผันผวนก่อนที่จะมีการปรับฐานลง

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน