posttoday
เสียงหลังโลงของ...จ่าเพียร (1)

เสียงหลังโลงของ...จ่าเพียร (1)

17 มีนาคม 2553

“สองครั้ง...สองครา” ที่ผู้มีอำนาจและมีบารมีในประเทศนี้ ไม่เหลียวแล ตำรวจน้ำดี ที่ทำงานอย่าง เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย มาตลอดทั้งชีวิต

“สองครั้ง...สองครา” ที่ผู้มีอำนาจและมีบารมีในประเทศนี้ ไม่เหลียวแล ตำรวจน้ำดี ที่ทำงานอย่าง เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย มาตลอดทั้งชีวิต

วันที่ 23 ก.พ. 2553 คือ วันแรก ที่คนไทยทั้งประเทศได้รู้จัก “จ่าเพียร ขาเหล็ก” พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ในฐานะนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเทือกเขาบูโด ที่ต้องแบกเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลาเข็มกล้ากลางสมร และอีกสารพัดโล่รางวัล รวมทั้งประกาศนียบัตรอีกนับสิบใบที่ได้มาจากการทุ่มเททำงานให้กับประเทศชาติมาตลอด 40 ปี มาร้องขอความเป็นธรรมจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

 

เสียงหลังโลงของ...จ่าเพียร (1)

ครั้งนั้น “จ่าเพียร” เดินทางมาด้วยความหวังที่เต็มเปี่ยม เพื่อทวงสิทธิที่พึงจะได้รับตอบแทนจากแผ่นดินเกิดของตัวเอง ซึ่งเขาได้ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจในการทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินนี้มาตลอดทั้งชีวิต แต่สิ่งที่ได้รับกลับไปคือ ความเวิ้งว้างว่างเปล่า ไร้วี่แววความเห็นใจจากผู้มีอำนาจ แม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาโดยตรงยังขับไสไล่ส่งให้ออกไปร้องเรียนที่ด้านนอกทำเนียบรัฐบาล ขณะที่คนที่อยู่ห้อมล้อมนายอภิสิทธิ์ก็ไม่สนใจจะดูดำดูดี แถมยังพยายามกีดกัน “จ่าเพียร” ให้ได้พบสื่อประจำทำเนียบรัฐบาลในช่วงเวลาที่จำกัด

การเรียกร้องสิทธิของตัวเองที่พึงจะได้รับของ “จ่าเพียร” ครั้งนั้นไม่ใช่ ครั้งแรก ที่ทำให้ หัวใจเพชร ของ “จ่าเพียร” แทบแตกสลาย เพราะก่อนหน้านี้หลังจากที่ พ.ต.อ.สมเพียร รู้ว่าชื่อของตัวเองถูกผู้มีอำนาจที่ไร้มนุษยธรรมถอดออกจากตำแหน่ง ผกก.สภ.กันตัง จ.ตรัง ท้องที่ที่ “จ่าเพียร” วาดฝันว่าจะได้ไปพักผ่อนในช่วงบั้นปลายของชีวิตราชการที่เหลืออยู่กับครอบครัวตามคำแนะนำของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บังคับบัญชาที่มองเห็นคุณงามความดีของ “จ่าเพียร”

นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเทือกเขาบูโด ได้เข้าไปปรับทุกข์กับนักการเมืองท้องถิ่นใน จ.ยะลา ที่มีความคุ้นเคยกัน เพื่อระบายความในใจที่อัดอั้นอยู่ จนนักการเมืองท้องถิ่นท่านนั้นทนนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ ต้องจูงมือ “จ่าเพียร” ขึ้นรถ เดินทางจาก จ.ยะลา ไปยัง จ.ตรัง เพื่อเข้าพบ ผู้มีบารมีคับ จ.ตรัง เพื่อร้องขอความเป็นธรรมและขอให้ช่วย “จ่าเพียร” ได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างสงบสุขตามที่ตั้งความหวังเอาไว้ เพราะทั้งสองเชื่อมั่นในคุณธรรมของผู้มีบารมีฯ ซึ่งเป็นที่เลื่องลือขจรขจาย จะคืนความชอบธรรมให้กับ “จ่าเพียร” ได้ไม่ยากหากมีความจริงใจที่จะช่วย แต่ก็เหลวไม่เป็นท่า

“สองครั้ง...สองครา” ที่ผู้มีอำนาจและมีบารมีในประเทศนี้ ไม่เหลียวแล ตำรวจน้ำดี ที่ทำงานอย่าง เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย มาตลอดทั้งชีวิต หัวใจของจ่าเพียรที่เคยแกร่งดั่งเพชรแทบสลายลงไป เพราะน้อยใจในชะตาชีวิตของตัวเอง แต่ผู้กำกับสมเพียรก็ไม่เคยย่อท้อ ยังคงกลับไปปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขันดังที่เคยปฏิบัติตลอด 40 ปี

วีรกรรมของ “จ่าเพียร” เฉพาะในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ สภ.บันนังสตา ประมาณ 2 ปี “จ่าเพียร” ได้ กุดหัวโจรใต้ ไปทั้งสิ้น 22 ศพ อย่างไร้ข้อกังขา โดยทุกศพไม่มีการร้องเรียนว่ายิงผิดตัวหรือเป็นการกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็นธรรม เพราะ การข่าว ของ “จ่าเพียร” เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายว่ามีความแม่นยำเกินร้อย

ขณะที่สไตล์การทำงานของ “จ่าเพียร” ก็ทำแบบถึงลูกถึงคน โดยมีครั้งหนึ่งของการไล่ล่ากลุ่มโจรใต้ “จ่าเพียร” ได้สืบทราบจนรู้แน่ชัดว่ากลุ่มโจรได้หลบซ่อนอยู่ในบ้านไม้หลังหนึ่ง จ่าเพียรได้ตัดสินใจขับรถพุ่งชนบ้านหลังดังกล่าว ก่อนจะลงจากรถไปยิงโจรใต้เสียชีวิต 2 ศพ จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วในกลุ่มของโจรใต้ จนทำให้ “จ่าเพียร” กลายเป็นเป้าหมายหมายเลขหนึ่งของขบวนการแบ่งแยกดินแดน

จากวันที่ “จ่าเพียร” เดินทางมาร้องขอชีวิตกับนายอภิสิทธิ์คล้อยหลังเพียง 18 วัน กลุ่มโจรใต้ก็ได้ใช้วิธีลอบกัด กระชากวิญญาณ “จ่าเพียร” ออกจากร่าง เหลือไว้เพียงความทรงจำและคุณงามความดีที่ “จ่าเพียร” ได้ทำให้กับประเทศนี้

ทั้งหมดนี้เป็นเพียง “ปฐมบท” ของ ความเจ็บปวด ที่ลูกผู้ชายชื่อ สมเพียร ต้องเผชิญ

เรื่องเล่าหลังโลงศพของ “จ่าเพียร” ยังมีอีก

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี