
ปิดสัญญาทรูVSกสทฯใคร?ได้รับประโยชน์
ยังคงเป็นเรื่องที่วงการโทรคมนาคมต้องจับตามองแบบตาไม่กะพริบ สำหรับสัญญา 3จี เอชเอสพีเอ
ยังคงเป็นเรื่องที่วงการโทรคมนาคมต้องจับตามองแบบตาไม่กะพริบ สำหรับสัญญา 3จี เอชเอสพีเอ
ระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กับ บริษัท กสท โทรคมนาคม เพราะยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าจะลงเอยในแบบใด เนื่องด้วยดีลนี้หลายต่อหลายฝ่ายยังคงกังขาถึงที่มาที่ไปของสัญญาฉบับนี้ว่าถูกต้องหรือไม่ กับการที่ กสทฯ ทำสัญญากับทรูโดยไม่ได้เปิดให้เอกชนรายอื่นเข้าไปร่วมแข่งขันด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ก็ต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้สร้างความกระจ่างให้กับสังคม
ทั้งนี้ แม้ว่าคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) จะมีมติให้แก้ไขสัญญา 6 ข้อ และกลุ่มทรูก็พร้อมจะยอมปฏิบัติตาม แต่ก็ยังมีคำถามตามมาอีกมาก ว่าสัญญานี้ “ถูกต้อง” หรือไม่ และหากไม่ถูกต้อง กสทฯ ในฐานะเจ้าของสัญญาควรจะ “ยกเลิก” สัญญาดังกล่าวตามครรลองที่ควรจะเป็น หรือควรจะปล่อยให้กลายเป็น “บรรทัดฐาน” ให้กับเอกชนรายอื่นที่ทำสัญญาผิดๆ กับหน่วยงานรัฐแล้วค่อยมาแก้ไขให้ถูกต้องภายหลัง
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งสำหรับสัญญานี้ ก็คือรายละเอียดของสัญญา ว่าจริงๆ แล้วใครกันแน่เป็นที่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จาก “ดีล” นี้ จะเป็น กสทฯ ที่จะมีกำไรจากการให้กลุ่มทรูเช่าโครงข่ายและทำตลาด 3จี เป็นเม็ดเงินสูงถึง 3 หมื่นกว่าล้านบาท ตลอดอายุสัญญา 14.5 ปี จริงหรือไม่
เพราะจากการแกะรอยของคนใน กสทฯ เอง ที่ได้ตั้งสมมติฐานในการประเมินโครงการนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ว่าตลอดอายุสัญญา 14.5 ปี โครงการนี้จะมีสถานีฐานจำนวนทั้งสิ้น 9,948 สถานี มีลูกค้าจำนวน 21.98 ล้านคน มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโครงข่าย ค่าใช้จ่ายในการดูแลสถานีฐาน (OPEX) ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด 2% (อ้างอิงตามการคำนวณของ กสทช.) และยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการให้บริการ ค่าใช้จ่ายในการดูแลลูกค้า 3672 บาท/เลขหมาย ค่าใช้จ่ายในการขาย 1020% ของรายได้ รวมถึงรายได้การให้บริการและค่าใช้จ่ายในการให้บริการ การขาย การดำเนินงาน (ใช้สถิติข้อมูลอ้างอิงจากรายงานตลาดหลักทรัพย์ของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้ง 3 ราย)
จากสมมติฐานข้างต้น บริษัท เรียลมูฟ (บริษัทลูกของทรู) ซึ่งเป็นผู้ทำตลาด 3จี เอชเอสพีเอ จะมีรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตลอดสัญญาทั้งสิ้น 465,754 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายในการสร้างความจุเพื่อรองรับผู้ใช้บริการ 170,552 ล้านบาท รวมทั้งมีต้นทุนค่าการตลาดต่างๆ อีกประมาณ 102,975 ล้านบาท สรุปแล้ว เรียลมูฟ มีกำไรทั้งสิ้น 192,226 ล้านบาท
ขณะที่บริษัท บีเอฟเคที ซึ่งเป็นเจ้าของโครงข่าย 3จี เอชเอสพีเอ (บริษัทลูกของทรูอีกเช่นกัน) จะได้รับค่าเช่าที่ กสทฯ ต้องจ่ายค่าเช่าเสาและสื่อสัญญาณ ตลอดอายุสัญญา 139,848 ล้านบาท และบีเอฟเคที เองมีต้นทุนการสร้างและบริหารโครงข่ายเอชเอสพีเอ 126,074 ล้านบาท สรุปแล้วตลอดอายุสัญญา บีเอฟเคที มีกำไรทั้งสิ้น 13,774 ล้านบาท
หากมองแค่นี้ จะเห็นได้ว่าสัญญานี้เอกชนมีกำไรจากการดำเนินงานนี้ไปแล้ว 2 แสนกว่าล้านบาท และหากพิจารณาจากคำให้สัมภาษณ์ของฝ่ายบริหาร กสทฯ เดิมระบุว่า กสทฯ จะได้กำไรจากดีลนี้เกือบๆ 3 หมื่นล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ เพราะเม็ดเงิน 3 หมื่นกว่าล้านบาท ช่วง 14.5 ปี ก็ถือว่า “คุ้มค่า” ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง กสทฯ ไม่ได้มีกำไรตามตัวเลขดังกล่าว เพราะ กสทฯ ยังไม่ได้คิดค่าเสียโอกาสในเรื่องของค่าคลื่นความถี่ 3จี ที่ กสทฯ ยกให้กับเอกชนไปทำธุรกิจแบบฟรีๆ ซึ่งความถี่ขนาด 15 เมกะเฮิรตซ์ น่าจะต้องมีมูลค่าอย่างต่ำที่ 1.35 หมื่นล้านบาท ตามตัวเลขที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะประมูลคลื่นความถี่ 3จี และ กสทฯ ยังไม่ได้คิดค่าเลขหมาย (Numbering) ที่ต้องจ่ายให้กับ กสทช. อีกเลขหมายละ 100 บาท รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินการต่างๆ อีกด้วย
นั่นหมายความว่า กสทฯ มีรายได้ที่ควรจะได้ แต่ไม่ได้รับอย่างค่าคลื่นความถี่ และมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่าย แต่ไม่ถูกนำมาคิดอีกจำนวนไม่น้อย ทำให้แน่นอนว่า กสทฯ จะได้กำไรจากดีลนี้น้อยกว่า 3 หมื่นล้านบาท และก็มีความเป็นได้ว่า กสทฯ อาจจะไม่ได้กำไรจากดีลนี้เลยก็ว่าได้ และยิ่งราคาประมูลใบอนุญาต 3จี แพงขึ้นเท่าไหร่ ก็หมายความว่า กสทฯ เสียโอกาสมากเท่านั้น
นี่คือส่วนหนึ่งของสมมติฐานที่ตั้งขึ้นจากการคำนวณความได้เปรียบเสียเปรียบที่เกิดขึ้นจากสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชน ว่าใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์ ใครกันแน่ที่เอาเปรียบ แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ กสทฯ อย่างแน่นอน







