
จำรูญ ตั้งไพศาลกิจ ลุยขุดลอกแม่น้ำ ป้องอุทกภัย
จากปัญหาอุทกภัยปลายปี 2554 หน่วยงานที่เป็นกลไกขับเคลื่อนในการช่วยเหลือและร่วมแก้ไขปัญหาการระบายน้ำที่สำคัญอีกหน่วยงานหนึ่งก็คือ กรมเจ้าท่า
โดย...วงศ์สุภัทร คงสวัสดิ์
จากปัญหาอุทกภัยปลายปี 2554 หน่วยงานที่เป็นกลไกขับเคลื่อนในการช่วยเหลือและร่วมแก้ไขปัญหาการระบายน้ำที่สำคัญอีกหน่วยงานหนึ่งก็คือ กรมเจ้าท่า (จท.) ซึ่งรับผิดชอบการขุดลอกแม่น้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำและเปิดทางน้ำไหล โดยรัฐบาลได้เทงบประมาณเพิ่มเติมให้อีกส่วนหนึ่ง เพื่อให้กรมเจ้าท่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะมาช่วยป้องกันปัญหาอุทกภัย
ซึ่งความคืบหน้าการทำงานเหล่านี้ จำรูญ ตั้งไพศาลกิจ อธิบดีกรมเจ้าท่า จะเป็นผู้ที่มาบอกว่างานทั้งหมดในความรับผิดชอบนั้นกำลังเดินไปในทิศทางใด
สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการแก้ไขและป้องกันปัญหาน้ำท่วมในปีนี้ นอกเหนือจากงบประจำปี 2555 แล้วต้องแบ่งงบประมาณที่ได้รับออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.งบฟื้นฟูเพื่อขุดลอกแม่น้ำประมาณ 1,500 ล้านบาท และ 2.งบจากเงินกู้ของรัฐบาลเป็นเงิน 3,260 ล้านบาท ซึ่งส่วนแรกใช้ขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยา และขุดลอก 7 ลุ่มน้ำ คือ แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน โขง ชี มูล ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการคืบหน้าไปกว่า 70% และจะแล้วเสร็จในเดือน ก.ย.นี้
ขณะที่ส่วนที่ 2 ยังติดขัดเรื่องปรับปรุงทีโออาร์เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และกระจายงานให้ผู้รับเหมามากขึ้น จากเดิมที่มีโครงการอยู่กว่า 7080 โครงการ ก็จะขยายเพิ่มเป็น 109 โครงการ โดยคาดว่าจะประกาศประกวดราคาได้ภายในเดือน ส.ค.นี้ และว่าจ้างขุดลอกพื้นที่ 7 ลุ่มน้ำ แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำท่าจีน โดยจะใช้เวลาทำงาน 4 เดือน แล้วเสร็จในเดือน ธ.ค.นี้
“สาเหตุที่ต้องการปรับปรุงทีโออาร์ เพื่อให้เกิดการขุดลอกแม่น้ำที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยเราได้ให้ผู้รับเหมานำดิน ทราย หรือเลนที่ขุดได้ไปกองที่อื่น ไม่ใช่ริมแม่น้ำ เพื่อป้องกันตลิ่งพังทั้งนี้ พื้นที่ที่ขุดลอกร่องน้ำบางแห่งหากมีดินเหนียวก็สามารถนำมาเป็นคันกั้นได้ แต่บางแห่งก็ไม่สามารถใช้ได้ จึงต้องให้นำออกไป” นายจำรูญ กล่าว
สำหรับโครงการเพิ่มขีดความสามารถในการเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน่าน หรือโครงการเขื่อนยกระดับน้ำ วงเงินกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาออกแบบรายละเอียด โดยกำหนดพื้นที่ก่อสร้าง 2 แห่ง คือ 1.อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ และ 2.อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ซึ่งแผนการก่อสร้างนอกจากจะสร้างเขื่อนยกระดับแล้ว ยังมีส่วนประกอบอื่น เช่น คลองลัด อาคารระบายน้ำ ประตูเรือสัญจร เป็นต้น
งบประมาณปี 2556 ใช้ในการดำเนินการเรื่องการขุดลอกร่องน้ำอีกหรือไม่อย่างไร
กระบวนการในการพิจารณางบปี 56 ยังอยู่ในที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งคาดว่ากรมเจ้าท่าจะได้รับงบประมาณ 4,132
ล้านบาท และจะนำไปใช้ในการขุดลอกร่องน้ำตามปกติ แต่คงไม่มากเท่าในช่วงที่ผ่านมา คิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้นเกือบ 1,000 ล้านบาท โดยโครงการที่ใช้งบปี 56 มากเป็นอันดับต้นๆ อาทิ โครงการก่อสร้างท่าเรือคลองใหญ่ จ.ตราด ซึ่งเป็นงบผูกพัน 3 ปี เริ่มปี 56 วงเงิน 124 ล้านบาทโครงการก่อสร้างระบบตรวจการณ์ระยะที่ 2 วงเงิน 153 ล้านบาท โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือที่จ.ตรัง วงเงิน 120 ล้านบาท
นอกจากนี้ กรมเจ้าท่ายังได้รับมอบหมายจาก จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม ให้ไปศึกษาเส้นทางเดินเรือเชื่อมทางฝั่งอ่าวไทย เส้นทางชะอำหัวหินพัทยา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้า ซึ่งหากทำได้จะช่วยร่นระยะเวลาการเดินทางโดยไม่ต้องผ่านเข้ากรุงเทพฯ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำทีโออาร์ เพื่อว่าจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษา ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจาก ครม.สัญจรที่ จ.เพชรบุรี
นอกจากการศึกษาเส้นทางเดินเรืออ่าวไทยแล้ว กรมเจ้าท่าจะประสานกับกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ในการก่อสร้างหรือขยายเส้นทางในการเชื่อมโยงท่าเทียบเรือ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนคนและขนสินค้าด้วย
“ปัจจุบันบริเวณท่าเทียบเรือเจริญขึ้น การเวนคืนที่ดินเพื่อขยายเป็นไปได้ค่อนข้างยาก หากรัฐจะขยับขยายท่าเรือจะต้องเวนคืนที่ดิน การทำถนนเชื่อมทางก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นการบูรณาการจะต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เพราะต้นทุนการขนส่งทางเรือเป็นต้นทุนที่ถูกที่สุด”
และเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน กรมเจ้าท่าเองก็ต้องปรับตัวขนานใหญ่ โดย จำรูญ บอกว่า กรมเจ้าท่าต้องเร่งปรับตัวเป็นเรกูเลเตอร์มากขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องทำหน้าที่ในการปฏิบัติเช่นเดียวกับบริษัท ขนส่ง (บ.ข.ส.) ซึ่งควบคุมรถร่วมโดยสาร และต้องเดินรถควบคู่ไปด้วย หากรถร่วมไม่เดินรถในเส้นทางใด บ.ข.ส.ก็สามารถเข้าไปเดินรถให้ได้ ต่อไปกรมเจ้าท่าจะเปิดรับเอกชนที่มีมาตรฐานการฝึก การปฏิบัติทางด้านพาณิชยนาวีมากขึ้น เพราะโครงสร้างของกรมคงไม่ใหญ่ไปกว่านี้ แต่จะใช้วิธีการบริหารเพื่อทำงานให้ได้ในทุกส่วน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดเออีซี สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือกฎระเบียบ การอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนระบบจากทางน้ำไปทางบก ทางราง ซึ่งรัฐจะต้องให้ความสนใจในเรื่องดังกล่าวมากขึ้น เพราะการให้บริการทางน้ำเรายังมีข้อด้อยหลายประการ







