posttoday
หยุด...เพื่อทบทวนนโยบายรับจำนำก่อนที่ไทยจะหายนะ

หยุด...เพื่อทบทวนนโยบายรับจำนำก่อนที่ไทยจะหายนะ

11 สิงหาคม 2555

จากตัวเลขงบประมาณที่รัฐบาลได้ใช้จ่ายในการรับจำนำข้าวเปลือกในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

โดย...อนันต์ ดาโลดม

นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

จากตัวเลขงบประมาณที่รัฐบาลได้ใช้จ่ายในการรับจำนำข้าวเปลือกในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เป็นวงเงินถึงประมาณ 1 ล้านล้านบาท ยังไม่รวมกับงบประมาณที่ใช้จ่ายในการรับจำนำมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลำไย หอมหัวใหญ่ หอมแดง กระเทียม ฯลฯ อีกนับแสนล้านบาท โดยผลประโยชน์ตกถึงมือเกษตรกรเพียงเล็กน้อย ได้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ให้ข้อคิดเห็นถึงผลเสียจากการทุจริตคอร์รัปชัน กลไกตลาดที่ถูกทำลายมาโดยตลอด

แต่รัฐบาล โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงพาณิชย์ ไม่เคยสนใจที่จะรับฟังและนำไปทบทวนเพื่อพิจารณาแก้ไขอย่างจริงจังจนกลายมาเป็นโครงการประชานิยม และในที่สุดก็กลายเป็นยาเสพติดของพี่น้องเกษตรกร

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องหยุด...เพื่อทบทวนนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกและสินค้าเกษตรอื่นๆ ก่อนที่ประเทศไทยและภาคการเกษตรไทยจะเสียหายไปมากกว่านี้ โดยกำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการในการพัฒนาการเกษตร ทั้งระยะปานกลางและระยะยาว เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวทางดังต่อไปนี้

1.จัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร ผู้ซึ่งไม่มีที่ดินเป็นของตนเองหรือเกษตรกร ซึ่งมีประมาณ 1 ล้านครอบครัว จากจำนวนเกษตรกร 5.7 ล้านครอบครัว ให้สำเร็จ รักษาพื้นที่การเกษตรที่มีอยู่ในปัจจุบัน หรือพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเกษตร โดยเฉพาะในเขตชลประทาน ไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปทำกิจกรรมอื่น

2.จัดสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวมทั้งการขุดสระน้ำในไร่นาในพื้นที่ที่เหมาะสม และการพัฒนาระบบน้ำในไร่นา เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้ในการเกษตรอย่างเพียงพอ คำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ระบบนิเวศวิทยา และประชาชนที่อยู่ในพื้นที่การก่อสร้างให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และได้รับการชดเชยที่เป็นธรรม

หยุด...เพื่อทบทวนนโยบายรับจำนำก่อนที่ไทยจะหายนะ

 

3.พัฒนาระบบการวิจัย & พัฒนา สร้างคน สร้างเทคโนโลยีสมัยใหม่ + ภูมิปัญญาเกษตรกร การวิจัยทางด้านพันธุ์พืชและการกระจายพันธุ์ดีสู่เกษตรกรต้องดำเนินการอย่างมีระบบและต่อเนื่อง การถ่ายทอด Technology โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกร

4.นโยบายด้านราคาและมาตรการด้านการตลาด การแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรของกระทรวงพาณิชย์ต้องดำเนินการเท่าที่จำเป็น ไม่ทำลายกลไกตลาด โดยเฉพาะต้องไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสถาบันเกษตรกร ต้องมีบทบาทสำคัญเข้าไปมีส่วนร่วมพิจารณาในการกำหนดนโยบายและมาตรการราคาสินค้าเกษตรของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร

5.การเจรจาทำข้อตกลงทั้งในระดับพหุภาคีหรือทวิภาคีที่มีผลกระทบกับภาคการเกษตร โดยเฉพาะการเปิดเสรีทางการค้าที่รัฐต้องยอมดำเนินการตามกฎกติกาที่ถูกกำหนดขึ้นภายใต้ข้อตกลงนั้น จะต้องให้สถาบันเกษตรกร ตัวแทนเกษตรกร องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) มีส่วนร่วมในการเสนอข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะตามกระบวนการมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน หากภาคการเกษตรได้รับผลกระทบจากข้อตกลงดังกล่าว รัฐบาลจะต้องมีมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาให้เกิดความเป็นธรรมกับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล

6.นโยบายด้านสินเชื่อเพื่อการเกษตร อัตราดอกเบี้ยเพื่อการเกษตรของประเทศไทยยังมีอัตราดอกเบี้ยสูง เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหภาพยุโรป ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ไม่เกินร้อยละ 3 และสำหรับบางประเทศ หากเยาวชนที่ต้องการทำการเกษตร การซื้อเครื่องจักรกลเพื่อการเกษตร อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0% รัฐบาลต้องสนับสนุนการเงินให้แก่ ธ.ก.ส. อำนวยสินเชื่อให้แก่เกษตรกร หากอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับไม่คุ้มค่าใช้จ่าย รัฐบาลต้องจัดงบค่าบริหารจัดการให้แก่ ธ.ก.ส.อย่างเพียงพอ

7.ควรมีกฎหมายสำหรับการพัฒนาการเกษตรและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ ที่มีผลบังคับใช้ 4 ปี หรือ 6 ปี

รัฐบาลควรตั้งคณะทำงานพิจารณาศึกษากฎหมายการพัฒนาการเกษตรของประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน เพื่อเป็นแนวทางนำมาพิจารณาดำเนินการในไทย

การขาดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการในการพัฒนาการเกษตร การจัดสรรทรัพยากร ทั้งงบประมาณ การจัดลำดับความสำคัญในการเกษตรทั้งระบบ ทำให้การพัฒนาการเกษตรและการช่วยเหลือเกษตรกรขาดความสมดุล

งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรช่วยเหลือทางด้านการตลาดและอุตสาห กรรมจะสูงกว่างบประมาณทางด้านการวิจัยและการพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการช่วยเหลือเกษตรกรกรณีประสบภัยธรรมชาติ การเยียวยาเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการเจรจาข้อตกลงทางการค้าเป็นจำนวนมาก

ตัวอย่างเช่น ตั้งแต่ปี 2543/2544 จนถึงปี 2554/2555 รัฐบาลได้ใช้งบประมาณสำหรับรับจำนำข้าวเปลือกนาปีและนาปรังประมาณ 1 ล้านล้านบาท เฉลี่ยรัฐบาลใช้งบประมาณในการรับจำนำข้าวเปลือกปีละ 78 หมื่นล้านบาท ในขณะที่จัดสรรงบประมาณให้กรมการข้าวในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2554/2555/2556) เฉลี่ยปีละ 1,500 ล้านบาท สำหรับดูแลชาวนาในการพัฒนาการผลิต การถ่ายทอดวิชาการ การกระจายพันธุ์ข้าวดีสู่ชาวนาถึง 3.7 ล้านครอบครัว หรือ 17 ล้านคน ดังนั้นการพัฒนาประสิทธิภาพทางด้านการผลิต โดยการสร้างนวัตกรรมจากการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีจะสำเร็จได้อย่างไร

กรมการข้าวจะต้องใช้เวลา 50 ปี จึงจะได้รับงบประมาณเท่ากับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเพียง 1 ปี งบประมาณที่ใช้ในการรับจำนำข้าวเปลือก 1 ล้านล้านบาท เราจะสามารถสร้างอ่างเก็บน้ำ สร้างเขื่อนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ จัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรผู้เช่าที่นา และเกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองได้จำนวนพื้นที่กี่แสนล้านไร่ และจำนวนเกษตรกรกี่แสนครอบครัว ?

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน