
หวัง TOP กำไรสต๊อกน้ำมันเครื่องปีหลัง
แม้ช่วงครึ่งปีแรกกำไรของบริษัท ไทยออยล์ (TOP) คิดเป็นเพียง 3-4%
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
แม้ช่วงครึ่งปีแรกกำไรของบริษัท ไทยออยล์ (TOP) คิดเป็นเพียง 3-4% ของประมาณการกำไรทั้งปีนี้ เพราะขาดทุนสต๊อกน้ำมัน แต่คาดว่าจะพลิกกำไรสต๊อกน้ำมันทำให้กำไรฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ทำให้นักวิเคราะห์ในตลาดส่วนใหญ่ยังคงคำแนะนำซื้อหุ้นนี้
TOP รายงานผลขาดทุนสุทธิ 6,900 ล้านบาท ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2555 หากไม่รวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จะมีผลขาดทุนปกติ 6,500 ล้านบาท ต่ำกว่าที่ตลาดคาด และเทียบกับในช่วงไตรมาส 2 ปี 2554 ที่มีกำไร 3,200 ล้านบาท และ 5,200 ล้านบาท ในไตรมาสแรก ปี 2555 โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากการขาดทุนสต๊อกน้ำมันจำนวนมากที่ 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือ 8,300 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ยลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าราว 28 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เดือน มี.ค. เฉลี่ยอยู่ที่ 122.40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับเดือน มิ.ย. เฉลี่ยที่ 94.50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งทำให้กำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) ติดลบ 4,800 ล้านบาท
EBITDA ของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันลดลงอย่างมาก เนื่องจากการขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ขณะที่ EBITDA ของธุรกิจอะโรเมติกส์ถูกกดดันโดยการลดลงของส่วนต่างราคาพาราไซลีนธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานดีขึ้นเล็กน้อย จากไตรมาสแรกแต่ลดลงอย่างมากเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาวัตถุดิบและราคาขาย (Spread) ที่อยู่ในระดับที่สูงอย่างมากเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากการผลิตที่ตึงตัว
สำหรับธุรกิจผลิตไฟฟ้า : บริษัท ผลิตไฟฟ้าอิสระ (ประเทศไทย) หรือ IPT กลับมาดำเนินงาน ดังนั้นอัตราดำเนินงานของ IPT จึงดีขึ้น จากไตรมาสแรก แต่ยังคงต่ำกว่าปีที่ผ่านมาแนวโน้มในอนาคต : บล.เอเซีย พลัส คาดว่าการดำเนินงานของ TOP จะดีขึ้นอย่างมาก เนื่องจาก
ประการแรก ค่าการกลั่นแข็งแกร่งนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ที่ 9.4 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (6.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในไตรมาส 2 ปี 2555)
ประการที่สอง ส่วนต่างราคา BenzeneULG95 นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เพิ่มขึ้นราว 60% มาอยู่ที่ 170 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ประการที่สาม เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2555 และในช่วงครึ่งปีหลังเป็นช่วงที่มีความต้องการสูง จึงไม่น่าจะเป็นไปได้อย่างมากว่าจะมีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันในช่วงครึ่งหลังปี 2555 แม้ค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาเบนซีนไม่น่าจะยืนอยู่ในระดับสูงได้นาน เนื่องจากภาวะการผลิตที่ตึงตัวชั่วคราวน่าจะกลับมาดำเนินงานได้ก่อนสิ้นปี แต่ส่วนต่างราคาน่าจะยังคงเป็นบวก
บล.เอเซีย พลัส อยู่ในช่วงทบทวนราคาเป้าหมาย เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับราคาเป้าหมายแล้ว (65 บาท/หุ้น)
นักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ลดคำแนะนำจากซื้อเป็นซื้อเก็งกำไร เพราะราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมากตามราคาน้ำมันดิบและค่าการกลั่นและคงราคาเป้าหมาย 67 บาท อิงราคาตามมูลค่าบัญชี 1.5 เท่า เท่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค
นักวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ แนะนำซื้อและปรับกำไรสุทธิปีนี้ลดลงเป็น 8,893 ล้านบาท ลดลง 40% หรือ 4.36 บาทต่อหุ้น สะท้อนผลขาดทุนสุทธิในไตรมาสนี้ โดยผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกที่ 323 ล้านบาท คิดเป็น 3.6% ของประมาณการปี 2555
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผลการดำเนินงานได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และในครึ่งปีหลังจะกลับมาโดดเด่นหลังทิศทางราคาน้ำมันดิบและค่าการกลั่นพื้นฐานฟื้นตัวในไตรมาส 3 ปี 2555 กำหนดราคาพื้นที่ฐานที่ 73 บาท อิงวิธีส่วนลดกระแสเงินสดยังคงมีโอกาสปรับขึ้น 15% และราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบไตรมาส 2 ปี 2555 ไปแล้ว
นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2555 ที่ 9,926 ล้านบาท ลดลง 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสมมติฐานค่าการกลั่นทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 4.6 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และส่วนต่างราคาพาราไซลีนกับยูแอลจี 95 ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเหลือ 435 เหรียญสหรัฐต่อตัน
แม้กำไรสุทธิครึ่งปีแรกปีนี้คิดเป็น 3% ของประมาณการทั้งปี แต่คาดว่าผลประกอบการช่วงครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวโดดเด่นจากครึ่งปีแรกจากแรงหนุนของค่าการกลั่นที่ฟื้นตัวจากความต้องการใช้น้ำมันเบนซีนในภูมิภาคเอเชียที่เพิ่มขึ้น และปริมาณสต๊อกน้ำมันสำเร็จรูปในยุโรปที่ทรงตัวระดับต่ำ
นอกจากนี้ คาดว่าส่วนต่างราคาพาราไซลีนมีแนวโน้มขยายตัวเข้าสู่ช่วงฤดูกาลในไตรมาส 3 ปี 2555
ดังนั้น ยังคงคำแนะนำซื้อเพราะคาดว่าผลงานจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ราคาหุ้นที่อ่อนตัวอย่างต่อเนื่องเป็นการสะท้อนผลประกอบการที่ชะลอตัวแล้ว
ทั้งนี้ คาดว่ากำไรปี 2556 จะเติบโต 39% จากปี 2555 จากการค่าการกลั่นที่สูงขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และผลของการที่โครงการปรับปรุงพาราไซลีนที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ดังนั้นคงมูลค่าพื้นฐาน 68 บาท
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส เชื่อว่าแม้ผลประกอบการครึ่งแรกปีนี้จะเป็นเพียง 4% ของทั้งปี แต่คาดว่าครึ่งปีหลังคาดว่าจะมีกำไรจากสต๊อกน้ำมันตามมุมมองที่คาดว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นจากระดับต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2 สะท้อนจากราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวขึ้น 14% จากสิ้นงวดไตรมาส 2 มาอยู่ที่ 105.63 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
อีกทั้งผลประกอบการครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวหลังจากถึงจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยคาดว่าค่าการกลั่นจะยืนอยู่ที่ 45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ดังนั้น จึงแนะนำซื้อลงทุนจากภาพอุตสาหกรรมที่น่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ในครึ่งหลังปี 2555 และให้มูลค่าพื้นฐาน 70.16 บาทต่อหุ้น







