
ค่ายมือถือ-กสทช. หวั่น "ปัจจัยคาดไม่ถึง"พลิกประมูล 3จี นับหนึ่งใหม่
แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังเตรียมพร้อมสู่การประมูลใบอนุญาตให้บริการ หรือไลเซนส์ 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเกิดขึ้นในเดือน ต.ค.นี้อย่างแน่นอน แต่ท่ามกลางความพร้อม ก็ยังแฝงไปด้วยความวิตกกังวลในมุมหนึ่งว่า อาจมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้การประมูล 3จี ครั้งนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้
แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังเตรียมพร้อมสู่การประมูลใบอนุญาตให้บริการ หรือไลเซนส์ 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเกิดขึ้นในเดือน ต.ค.นี้อย่างแน่นอน แต่ท่ามกลางความพร้อม ก็ยังแฝงไปด้วยความวิตกกังวลในมุมหนึ่งว่า อาจมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้การประมูล 3จี ครั้งนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้
ทั้งนี้ เพราะหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังจำบทเรียนจากครั้งที่แล้วได้ดีที่การประมูลถูกสั่งระงับก่อนหน้าไม่ถึง 24 ชั่วโมง ทั้งที่ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้หมดแล้ว ส่งผลให้แม้ในครั้งนี้จะมีความมั่นใจมากสักเพียงใด ก็ยังต้องเตรียมใจให้พร้อมรับกับเหตุการณ์ “ไม่คาดคิด” ที่อาจเกิดขึ้นได้
ดังนั้น ในงานสัมมนา “3จี ไทยจะไปได้อย่างไร” ที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภา จึงมีเสียงสะท้อนถึงความไม่มั่นใจเต็มร้อยว่า สุดท้ายแล้วการประมูลไลเซนส์ 3จี จะเดินทางถึงจุดมุ่งหมายตามที่ตั้งใจกันไว้จริง
ดามพ์ สุคนธทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า ภายใต้ความเชื่อมั่น 100% ใน กสทช. และมั่นใจว่าการประมูลจะเกิดขึ้น ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่าคาดเดาไม่ได้ถึง “จุดพลิกผัน” ที่อาจทำให้การประมูลครั้งนี้ไม่เกิดขึ้น แต่หากพิจารณาจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ต และประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว เวียดนาม เขมร ที่ประกาศเตรียมก้าวสู่ 4จี แล้ว ก็เชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่ 3จี ต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งทุกคนอยากเห็นภาพอนาคตที่มี 3จี มากกว่าอนาคตที่ไม่ได้ประมูล 3จี
สำหรับเงื่อนไขการประมูลที่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในประเด็นเพดานการถือครองคลื่นเหลือ 15 เมกะเฮิรตซ์ ดีแทคมองว่าจะกำหนดที่เท่าไรก็ได้ แต่ขอให้อยู่บนพื้นฐานที่ทุกรายได้คลื่นความถี่เท่าๆ กัน เพื่อจะได้แข่งขันกันอย่างเท่าเทียม ซึ่งการปรับเงื่อนไขครั้งนี้ไม่ต้องกังวลว่าทั้ง 3 รายจะ “ฮั้ว” กัน เพราะในการทำธุรกิจต้องคำนึงถึงผลประโยชน์และลูกค้าของตัวเองมากกว่าที่จะมาเอื้อประโยชน์กันเอง และการทำธุรกิจในปัจจุบันไม่มีการฮั้วกันแล้ว
วิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า ไม่เคยมีใครคิดว่าการประมูลครั้งที่แล้วจะไม่เกิดขึ้นทั้งที่ทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ดังนั้น การประมูลครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้ว่าเอกชนจะอยากเห็นการประมูลเกิดขึ้นมากแค่ไหน และมีความพร้อมในทุกเรื่อง แต่อนาคตก็ยังคงเป็นเรื่องอนาคตที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เอไอเอสทำได้คือเตรียมพร้อมและเตรียมใจไปพร้อมกัน
ทั้งนี้ เอไอเอสยอมรับการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการประมูลของ กสทช. ที่จะปรับการถือครองคลื่นเหลือ 15 เมกะเฮิรตซ์ แต่เห็นว่าราคาเริ่มต้นไม่ควรปรับสูงขึ้นกว่านี้แล้ว เพราะราคา 4,500 ล้านบาท เป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนและมีหลักการทางเศรษฐศาสตร์สนับสนุนอยู่แล้ว หากปรับราคาสูงขึ้นอีกย่อมหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ราคาที่เหมาะสม
พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. และประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. กล่าวว่า ในฐานะที่ กสทช.เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการประมูลครั้งนี้โดยตรง ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ที่จะนำไปสู่การล้มประมูล 3จี และเชื่อว่าด้วยอำนาจที่ กสทช.มีอยู่ ซึ่งแตกต่างจากครั้งที่แล้วที่มีเพียงคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. อย่างเดียว จะเป็นเครื่องการันตีว่าการประมูลไลเซนส์ 3จี เกิดขึ้นอย่างถูกต้องไม่ได้ขัดกฎหมายใดๆ จึงไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆ ที่จะทำให้การประมูลครั้งนี้ไม่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ จากความพร้อมเต็มที่ทั้งฝั่ง กสทช. และภาคเอกชน ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่า ทุกคนอยากเห็นให้การประมูลไลเซนส์ 3จี เกิดขึ้น เพราะหากไทยยังไม่ได้ใช้เทคโนโลยี 3จี ในปีนี้ก็ถือว่าล่าช้าไปมาก และกลายเป็นประเทศที่ตกขบวนในเวทีโลก ซึ่งเชื่อว่าไม่มีใครต้องการให้เรื่องแบบนี้เกิ้ดขึ้นกับประเทศ
อย่างไรก็ตาม เรื่องการปรับเปลี่ยนประเด็นสเปกตรัม แคป นั้น กทค.อยู่ระหว่างการหาข้อสรุปว่าควรต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่ ซึ่งการปรับลดเหลือ 15 เมกะเฮิรตซ์ ก็เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้สูง เนื่องจากในอนาคตจะมีการประมูลคลื่นอื่นๆ ตามมาอีก และ กสทช.จะกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่า เมื่อรวมทุกคลื่นความถี่คือ 850 900 1800 และ 2100 เมกะเฮิรตซ์แล้ว แต่ละรายควรถือครองได้ไม่เกินเท่าไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการกักตุนคลื่นความถี่ในอนาคต และทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนได้ด้วยว่าควรจะใช้คลื่นความถี่ในแต่ละช่วงอย่างพอเพียง เพราะคลื่นความถี่ทุกช่วงจะเกิดประโยชน์ก็ต่อเมื่อถูกนำมาใช้ ไม่ใช่เก็บไว้เฉยๆ
ดังนั้น หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน กสทช. ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียง 60 วันเท่านั้น การประมูลครั้งประวัติศาสตร์ก็จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ท่ามกลางความหวังว่า “สิ่งที่เหนือการคาดเดา” จะไม่เกิดขึ้นอีก เพื่อที่ 3จี ประเทศไทยจะไม่ต้องนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง







