
สินเชื่อรถยนต์เริ่มส่งกลิ่น
ธปท.ระบุผิดนัดชำระ1เดือนเพิ่มขึ้นเผยแบงก์ยังอู้ฟู่กำไรแล้ว9หมื่นล้าน
ธปท.ระบุผิดนัดชำระ1เดือนเพิ่มขึ้นเผยแบงก์ยังอู้ฟู่กำไรแล้ว9หมื่นล้าน
ธปท.จับตาสินเชื่อรถยนต์ที่โตเร่งขึ้น แต่ส่อผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น
น.ส.นวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่โตเร่งขึ้นหลังผ่านสถานการณ์น้ำท่วม ส่งให้สภาพคล่องตึงตัวมากขึ้น
น.ส.นวพร กล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์มีกำไรดีจากสินเชื่อที่โตเร่งขึ้น แต่หนี้เสียลดลง ซึ่งไตรมาสนี้สินเชื่ออุปโภคบริโภคโตสูงจากสินเชื่อรถยนต์ที่โตเร่งขึ้นมาก และเมื่อพิจารณาการขยายตัวไตรมาสต่อไตรมาส จะพบว่าเป็นการขยายตัวของสินเชื่อรถยนต์จากการฟื้นตัวของผู้ผลิตรถยนต์ และผลของนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรกและสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นสำคัญ
“ตอนนี้เราเริ่มพบว่าสินเชื่อรถยนต์เริ่มมีการผิดนัดชำระหนี้เกิน 1 เดือน แต่ยังไม่ถึง 3 เดือนเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มากจนน่าห่วง เพราะหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอลยังลดลง อีกอย่างธุรกิจนี้มีการยึดรถยนต์เร็วและนำมาขายต่อก็ได้ราคาดี จึงไม่น่าห่วงมาก แต่เรายังติดตามดูอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าหนี้ตรงนี้จะเป็นปัญหาหรือไม่” น.ส.นวพร กล่าว
ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ปีนี้ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีกำไรสุทธิ 4.91 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.7% จากไตรมาสก่อนหน้ากำไรสุทธิ 4.1 หมื่นล้านบาท ด้านอัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.6% จากไตรมาสก่อน 2.5% สะท้อนความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นของระบบธนาคารพาณิชย์ในไทย
น.ส.นวพร กล่าวอีกว่า สำหรับแนวโน้มสินเชื่อในครึ่งหลังของปีนี้คงผ่อนลง ไม่เร่งตัวขึ้นมากเท่ากับครึ่งปีแรกที่ผ่านมา และเป็นไปได้ว่าอาจจะชะลอตัวเล็กน้อย อย่างไรก็ตามสินเชื่อจะโตแค่ไหนขึ้นอยู่กับการขยายตัวของภาคธุรกิจและภาวะเศรษฐกิจโดยรวม หากธุรกิจมีหนี้สินไม่สูงมากและมีการลงทุนเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็มีโอกาสที่สินเชื่อจะโตได้ต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันถึงเศรษฐกิจโลกและยุโรปจะมีปัญหากระทบต่อเศรษฐกิจไทยและเออีซีบ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นรุนแรงจนกัดกร่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้เสียหายมากนัก
สำหรับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระบบมีทั้งสิ้น 2.63 แสนล้านบาท ลดลงสุทธิ 7,200 ล้านบาท จากไตรมาสก่อน ตามการลดลงของเอ็นพีแอลในสินเชื่อธุรกิจเป็นสำคัญ ส่งผลให้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมลดลงจาก 2.6% เหลือ 2.5% เอ็นพีแอลของสินเชื่อธุรกิจลดลงจาก 2.8% เหลือ 2.7% โดยลดลงในเกือบทุกภาคธุรกิจ
ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคมีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคล แต่สัดส่วนเอ็นพีแอลของสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังทรงตัวที่ 2.1% เท่ากับไตรมาสก่อน เพราะสินเชื่อขยายตัวสูง ด้านสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ มีสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมลดลงเหลือ 1.9% จากไตรมาสก่อนที่มี 2% ส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อโดยรวมยังดี
ด้านสินเชื่อรวมขยายตัว 14.2% จาก 13.9% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน แบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจขยายตัว 13.1% ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน 13.2% สินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัว 16.9% จาก 15.7% และสินเชื่อเอสเอ็มอีขยายตัว 11.8% ลดลงจาก 14.8%
อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบข้อมูลการขยายตัวของสินเชื่อเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส พบว่าสินเชื่อทุกประเภทปรับตัวเพิ่มขึ้นหมด โดยสินเชื่อรวมเพิ่มเป็น 3.8% จาก 2.5% สินเชื่อธุรกิจเพิ่มเป็น 3.3% จาก 2.2% สินเชื่ออุปโภคบริโภคเพิ่มเป็น 4.9% จาก 3.1% ยกเว้นสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ขยายตัว ลดลงเหลือ 1.2% จาก 2.1% เนื่องจากธุรกิจ เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังชะลอการลงทุน







