
เปิดเสรีโลจิสติดส์...โอกาสประเทศไทย
การเปิดเสรีโลจิสติกส์ ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เริ่มถูกกล่าวถึงถี่ขึ้นมากในช่วงหลายปีมานี้
การเปิดเสรีโลจิสติกส์ ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เริ่มถูกกล่าวถึงถี่ขึ้นมากในช่วงหลายปีมานี้
เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้เกิดความตื่นตัวในเรื่องดังกล่าว ก็ด้วยความเป็นห่วงว่า ธุรกิจไทยจะเสียเปรียบในแง่ของการแข่งขัน เพราะทุกวันนี้ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยค่อนข้างสูง แม้ปี 2554 ที่ผ่านมา เราจะวางเป้าหมายในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้เหลือ 16% ต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ (จีดีพี) แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยยังคงอยู่ที่ 18.6%
เมื่อหันไปดูต้นทุนโลจิสติกส์ของชาติอื่น อาทิ ชาติในอาเซียนด้วยกันอย่าง ประเทศมาเลเซีย ต้นทุนโลจิสติกส์อยู่ที่ 13% สิงคโปร์ 7% ถัดออกไปในภูมิภาคเอเชีย อินเดียอยู่ที่ 13% ญี่ปุ่น 10.5% ขณะที่กลุ่มประเทศในแถบยุโรป เฉลี่ยอยู่ที่ 11% และสหรัฐ อยู่ที่ 9.5%
ยิ่งไปกว่านั้นผู้ประกอบการในธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยกว่า 70% เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก หรือเอสเอ็มอี เลยกลายเป็นเป้าใหญ่ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นจุดอ่อน หากเปิดเสรี 100% ปล่อยให้ทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย ภายใต้กรอบเออีซีในปี 2558 เอสเอ็มอีก็ยากจะอยู่รอด
ในความเป็นจริงสถานการณ์ไม่ได้น่ากลัวถึงขั้นนั้น ทุกวันนี้ถึงผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของไทยส่วนใหญ่จะเป็นเอสเอ็มอีมีต่างด้าวเพียง 30% แต่ถ้าดูทุนจดทะเบียนรวมก็จะพบว่า ทุนของกลุ่มต่างด้าวคิดเป็นสัดส่วนถึง 52% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด แต่กลุ่มเอสเอ็มอีก็ยังอยู่ได้
นอกจากนี้ การเปิดเสรีโลจิสติกส์ของไทยก็จำกัดทุนต่างชาติเข้ามาถือหุ้นได้ไม่เกิน 70% ซึ่งจะเริ่มในปี 2556 และยังไม่ได้มีการเจรจาจะขยายการถือหุ้นให้มากกว่านี้ โดยปัจจุบันในอาเซียนของเรามีเพียงสิงคโปร์ เวียดนาม และกัมพูชา ที่เปิดรับทุนต่างชาติเข้ามาในกิจการโลจิสติกส์ 100% ดังนั้นถ้าอนาคตไทยจะเดินรอยตาม 3 ประเทศนี้ก็เชื่อว่าไม่น่าเป็นห่วงเช่นกัน
ตรงกันข้าม การเปิดเสรีจะช่วยพัฒนาโลจิสติกส์ในไทยให้มีศักยภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อการเปิดเสรีภาคการค้าที่เปิดไปก่อนหน้านี้แล้วให้เกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้น
ข้อดีข้อแรก คือ แนวโน้มต้นทุนโลจิสติกส์จะถูกลง จากตัวเลือกการให้บริการที่มีมากขึ้นกว่าเดิม
ข้อต่อมา แม้จะเป็นผู้ประกอบการทุนหนา แต่ความเชี่ยวชาญในเรื่องของเส้นทางการให้บริการก็ยังต้องอาศัยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเจ้าถิ่นเข้ามารับช่วงงานต่ออยู่ดี รายใหญ่ไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมด ช่วยให้เกิดการจ้างงาน กระจายรายได้มากกว่าเก่า
ข้อดีข้อที่สาม ประเทศไทยได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่กลางอาเซียน หากโลจิสติกส์ของไทยสามารถรองรับความต้องการใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะช่วยดึงฐานลูกค้าเข้ามาเพิ่มได้
แน่นอนว่า ทุนต่างชาติที่เข้ามาหาก็ต้องเน้นการสรรหาลูกค้ามาใช้บริการด้วย นั่นหมายถึงเงินไหลเข้าจำนวนมหาศาล เฉกเช่นที่สิงคโปร์เป็นผู้นำอยู่ในเวลานี้
สุดท้าย คือ เทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์ที่ทันสมัยจะเข้ามาสู่ประเทศไทยเช่นกัน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ไทยต้องการอย่างมาก เพื่อการพัฒนาตัวเองในระยะยาว
ปัจจุบันเปรียบเทียบชาติอาเซียนด้วยกัน สิงคโปร์เป็นชาติที่มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์เป็นอันดับ 1 รองลงมาเป็น มาเลเซีย ส่วนไทยอันดับ 3 ตามด้วยฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยประเทศที่กำลังมาแรงคือ เวียดนาม ถ้าไทยไม่ขยับตัวโอกาสถูกเวียดนามแซงมีความเป็นไปได้สูง
อย่างไรก็ดี การเตรียมความพร้อมรับกับการเปิดเสรีโลจิสติกส์ กลุ่มเอสเอ็มอีของไทยต้องรวมกลุ่มกันให้ได้ เพื่อสร้างความเข้มแข็ง สร้างอำนาจต่อรองกับผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยดำเนินการรวมกลุ่มกันเอง เพราะเป็นผู้ที่อยู่ในวงการโดยตรง รู้และเข้าใจศักยภาพของกลุ่ม จะทำให้การวางทิศทางการพัฒนาเป็นไปอย่างถูกทางได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ควรให้ภาครัฐเข้ามาเป็นแกนนำ แต่ให้รัฐทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนส่งเสริม ด้วยการช่วยเหลือในการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ให้เอื้ออำนวยความสะดวกในขั้นตอนการปฏิบัติ
โดยเฉพาะลดขั้นตอนการขอใบอนุญาต ระเบียบเอกสารต่างๆ จากหลายหน่วยงาน ร่นระยะทางการติดต่อ แทนที่เอกชนจะต้องเสียเวลาเดินทางไปติดต่อเรื่องเอกสารหลายๆ ที ก็ติดต่อ ณ จุดเดียว แต่ได้ครบทุกใบอนุญาตจากหลายหน่วยงาน
ยกตัวอย่าง ที่ประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซีย ใช้ระบบ Single Window สินค้าใดๆ ก็ตามที่จะขนย้ายผ่านเข้าออกที่ด่านไหน ด่านนั้นสามารถให้บริการด้านเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น สินค้าอาหาร ปกติต้องตรวจสอบใบอนุญาตความปลอดภัย มาตรฐานสินค้า มาตรฐานด้านการเกษตร เป็นต้น รวมแล้วก็กว่า 20 แผนก ที่ต้องวิ่งไปติดต่อ
แต่ระบบดังกล่าวสามารถตรวจเช็กข้อมูลได้ครบหมด โดยเชื่อมเครือข่ายไอซีทีถึงกัน ไม่ต้องให้ทุกหน่วยงานส่งคนมา ทำให้นอกจากร่นเวลาแล้ว ยังประหยัดค่าเดินให้เอกชน และประหยัดต้นทุนของภาครัฐด้วยเช่นกัน แต่การที่จะทำจุดนี้ได้ รัฐต้องยอมลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์ให้รองรับการทำงานได้อย่างสมบูรณ์ก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยงานรัฐจำเป็นต้องปรับกระบวนการทำงาน เปลี่ยนบทบาทจากการกำกับ ควบคุม หันมาเน้นส่งเสริม อำนวยความสะดวก ภาคเอกชน ภายใต้กฎระเบียบที่มีความเอกภาพ
สุดท้าย คือ การวางนโยบายระดับชาติเพิ่มเส้นทางคมนาคมขนส่ง ทั้งระบบราง ถนน และทางน้ำ เชื่อมออกสู่ประเทศเพื่อนบ้านให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ โอกาสที่โลจิสติกส์ไทยจะขึ้นไปเทียบชั้นสิงคโปร์ มาเลเซีย ก็ไม่เกินเอื้อมแน่นอน
“การเปิดเสรีโลจิสติกส์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แถมผู้ประกอบการเราก็ไม่ได้อ่อนแอ เรามียุทธศาสตร์ที่ตั้งของประเทศเป็นข้อได้เปรียบ เรามีความสามารถแข่งขันได้ แต่เก่งแค่ในบ้านไม่พอ โลกมันขับเคลื่อนไปข้างหน้าอยู่ตลอด เราจึงต้องใช้ต้นทุนข้อได้เปรียบที่เรามีออกไปต่อยอดนอกประเทศ ส่วนทุนใหม่ที่เข้ามาเราก็ร่วมเป็นพันธมิตรได้”







