
นมมะลิทวงบัลลังก์คืนปีหน้าแผนฟื้นโรงงานล่าส.ค.เริ่มผลิต
นมมะลิทวงบัลลังก์คืนปีหน้าแผนฟื้นโรงงานล่าส.ค.เริ่มผลิต ตลาดนมข้นหวาน6พันล.หดตัว
นมมะลิทวงบัลลังก์คืนปีหน้าแผนฟื้นโรงงานล่าส.ค.เริ่มผลิต ตลาดนมข้นหวาน6พันล.หดตัว
นมมะลิพร้อมกลับมาผลิตในประเทศเดือน ส.ค.นี้ มั่นใจปี 2556 กลับมาทวงแชมป์ผู้นำตลาดนมข้นหวานไทย
นายสุวิทย์ ผลวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาห กรรมนมไทย ผู้ผลิตและจำหน่ายนมข้นหวานตรามะลิ นมข้นจืดตราเบิร์ดวิงซ์ ตราออร์คิด เปิดเผยว่า โรงงานผลิตนมข้นหวานของบริษัทซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จะเริ่มกลับมาผลิตสินค้าได้ตามปกติแล้วตั้งแต่เดือน ส.ค.นี้ เป็นต้นไป
ทั้งนี้ การกลับมาเริ่มผลิตครั้งใหม่จะมีกำลังผลิตราว 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ซึ่งการฟื้นฟูโรงงานดังกล่าวยอมรับว่าล่าช้ากว่ากำหนดเดิมที่วางไว้ ว่าจะสามารถกลับมาผลิตได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกปีนี้
สำหรับการฟื้นฟูโรงงานดังกล่าว ต้องใช้เวลานานกว่าที่คิดไว้ ทั้งการติดตั้งเครื่องจักรใหม่และขั้นตอนเจรจาเรื่องประกันภัย โดยคาดว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศจะเริ่มวางจำหน่ายได้ตั้งแต่เดือน ส.ค.นี้ เป็นต้นไปเช่นกัน
ขณะที่โรงงานจะกลับมาผลิตสินค้าได้เต็มกำลังการผลิต 100% นั้นคาดว่าจะใช้เวลาฟื้นฟูอีกประมาณ 2-3 เดือนข้างหน้านี้ โดยใช้งบในการลงทุนเครื่องจักรใหม่ครั้งนี้กว่า 100 ล้านบาท มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 4-5 ล้านลังต่อปี มีพื้นที่มากกว่า 100 ไร่ และเป็นฐานผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปในตลาดต่างประเทศมากกว่า 30 ประเทศด้วย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนหน้านี้บริษัทได้แก้ปัญหาโรงงานที่ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ ด้วยการนำเข้านมข้นหวานจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ มาเลเซียและฟิลิปปินส์ เพื่อเข้ามาทำตลาดในไทย ซึ่งขณะนี้ได้ลดปริมาณการนำเข้าสินค้าอย่างต่อเนื่องแล้ว และกำลังประเมินในอนาคตว่าจะยกเลิกนำเข้าสินค้าหรือไม่
“แม้ว่าโรงงานจะกลับมาผลิตสินค้าได้ตามปกติแล้ว แต่ก็ไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุนที่สูงขึ้น และในไตรมาส 4 มีแผนทำแคมเปญการตลาดครั้งใหญ่ เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้ว่านมข้นหวานตรามะลิพร้อมทำการตลาดอย่างเต็มที่แล้ว” นายสุวิทย์ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2556 จะกลับมาเป็นผู้นำตลาดนมข้นหวานในประเทศไทยได้ต่อไป ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 50-60% อยู่ในระดับเท่ากับช่วงที่ก่อนเกิดปัญหาน้ำท่วมปลายปี 2554 ที่นมตรามะลิเป็นผู้นำในตลาดนมข้นหวานของไทย
ปัจจุบันตลาดนมข้นหวานไทย มีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท คาดว่าในปีนี้ ตลาดรวมจะเติบโตลดลง 10-15% เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ในตลาดได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นและมีสินค้าออกสู่ตลาดไม่ได้เต็มที่ ส่วนเป้าหมายรายได้รวมในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนรายได้จากในประเทศ 80% และอีก 20% มาจากต่างประเทศ







