
'คูโบต้า'กางแผนบุกอาเซียนดันไทยสู่ฮับเครื่องจักรเกษตร
หลังจากวิกฤตอุทกภัยได้กระจายความเสียหายอย่างทั่วถึง หนึ่งในนั้นก็มีชื่อของ บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น
หลังจากวิกฤตอุทกภัยได้กระจายความเสียหายอย่างทั่วถึง หนึ่งในนั้นก็มีชื่อของ บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น
อยู่ด้วย เพราะเสียหายทั้งในส่วนของโรงงานผลิตเครื่องจักรกลการเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนา รวมถึงคลังเก็บอะไหล่บนพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร
จามรวุฒิ ตำนานจิตร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า จากวันที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจนถึงวันนี้ บริษัทพร้อมเดินหน้าฟื้นคืนกำลังผลิตเต็มรูปแบบแล้ว โดยคาดว่าจะพร้อมได้ 100% ในช่วง 1–2 เดือนนี้ โดยสยามคูโบต้า มีแผนรุกครั้งใหญ่ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรในภูมิภาคอาเซียน (ฮับ) รองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2558
บริษัทแม่สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เตรียมแผนการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตรถแทรกเตอร์ในประเทศไทย มูลค่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้สามารถผลิตเพิ่มขึ้นได้ 2–2.5 หมื่นคันต่อปี จากปัจจุบันที่ประเทศไทยมีการผลิตรถแทรกเตอร์จำนวน 5 หมื่นคันต่อปี ซึ่งคาดว่าในช่วงไตรมาส 4/2555 นี้จะมีความชัดเจนในการลงทุน
ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นฐานการผลิตสำคัญอันดับ 2 ของโลกในการผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตรรองจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประเทศไทยได้มีการส่งออกเครื่องจักรกลทางการเกษตรต่างๆ ไปยังสหรัฐ พม่า ลาว กัมพูชา และอินเดีย ในผลิตภัณฑ์รถแทรกเตอร์ รถเกี่ยวนวดข้าว รถขุดเจาะขนาดเล็ก
ขณะที่ปัจจุบันสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น ได้มีการส่งออกและทำการตลาดในประเทศดังกล่าวอยู่แล้ว ซึ่งบริษัทมองว่าประเทศไทยจะเป็นฐานการส่งออกสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพทางด้านฝีมือแรงงานประกอบกับปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค
“เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่าง พม่า ลาว กัมพูชา บริษัทยังไม่มีแนวโน้มในการลงทุนก่อสร้างโรงงานในประเทศนั้นๆ เนื่องจากมองว่าระบบพื้นฐานและความต้องการในประเทศเหล่านั้นยังไม่พร้อมในการลงทุน รวมถึงหากมีการลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตในประเทศใดก็ตาม ปัจจัยของผู้ผลิตชิ้นส่วนถือเป็นปัจจัยสำคัญมากในการสนับสนุนการผลิต ซึ่งไทยมีความพร้อมในทุกด้าน” จามรวุฒิ กล่าว
ส่วนแผนการทำการตลาดไปยังประเทศในอาเซียน ซึ่งยังมีความต้องการอยู่มาก เนื่องจากเทคโนโลยีทางด้านการเพาะปลูกเทียบได้กับประเทศไทยในช่วง 10 ปีก่อน ทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าไปทำตลาด ทั้งการจำหน่ายและบริการอยู่แล้ว ซึ่งการเปิดเออีซีในปี 2558 บริษัทจะเน้นการทำการตลาดไปยังประเทศกัมพูชา โดยให้ความสำคัญเป็นตลาดรองจากประเทศไทย
การขยายตลาดรับการเปิดอีเอซีรอบนี้จะช่วยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกของบริษัทจากปัจจุบันที่มีอยู่ 12% และจำหน่ายในประเทศ 88% ในปี 2558 คาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนการส่งออกเป็น 20% ได้ และจะส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทมีอัตราสูงขึ้นไปอยู่ในระดับ 5 หมื่นล้านบาท จากในปี 2554 อยู่ในระดับ 3.2 หมื่นล้านบาท
ด้านผลประกอบการในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555 บริษัทมียอดจำหน่ายแล้ว 2 หมื่นล้านบาท และคาดว่าทั้งปีจะมีผลประกอบการอยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2554 อยู่ที่ 20% ซึ่งปัจจัยมาจากความต้องการเครื่องจักรกลการเกษตรหลังสถานการณ์อุทกภัย เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งในการเติบโตในระดับดังกล่าว ประกอบกับนโยบายการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรมั่นใจในการซื้อหาเครื่องมือทำมาหากิน
ทั้งนี้ อัตราการเติบโตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของบริษัท มีอัตราเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากผลประกอบการ 3,000 ล้านบาท ในปี 2544 จนปัจจุบันบริษัทมีผลประกอบการในปี 2554 มูลค่า 3.2 หมื่นล้านบาท
สำหรับในประเทศไทย บริษัทถือได้ว่าเป็นผู้ผลิตรถแทรกเตอร์รายเดียวในประเทศที่มีโรงงานผลิตพร้อมกับศูนย์วิจัยและพัฒนา ซึ่งถือได้ว่าเป็นฐานวิจัยหลักในการวิจัยและพัฒนาเครื่องจักรกลทางการเกษตรรองจากประเทศญี่ปุ่น โดยมีทีมวิศวกรจากประเทศญี่ปุ่นร่วมการวิจัยและพัฒนา เนื่องจากประเทศไทยถือได้ว่ามีสภาพภูมิอากาศ พื้นที่ ดิน น้ำ ไม่เหมือนกับประเทศอื่นๆ ซึ่งเหมาะแก่การศึกษาความต้องการของเกษตรกรในประเทศไทยและทั่วโลก
ถือได้ว่าประเทศไทยมีจุดแข็งและเหมาะแก่การเป็นศูนย์การส่งออกเครื่องจักรทางการเกษตรในภูมิภาคอาเซียนอย่างไม่ต้องสงสัย







