
วิกฤตการเมืองกับความเสี่ยงในตลาดการเงิน
.....เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
เรื่องที่น่าประหลาดใจท่ามกลางวิกฤตการเมืองที่คุกรุ่นขณะนี้ คือตลาดหุ้นไทยยังคงขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหมือนไม่กลัวสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่ว่าโหรทั้งทางไสยศาสตร์และทางเศรษฐศาสตร์ต่างทำนายว่าอาจจะเกิดความรุนแรงในการเคลื่อนไหวครั้งนี้
ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าตลาดหุ้นจะไม่กลัวการเมือง เพราะถ้าไม่มีเหตุการณ์ชุมนุมเกิดขึ้น หรือถ้าสถานการณ์คลี่คลายด้วยความสงบ หุ้นจะพุ่งขึ้นมากกว่านี้
ทั้งนี้ เป็นเพราะตลาดหุ้นในเอเชียต่างเป็นความหวังของนักลงทุนทั่วโลกที่จะ
“ถอนทุน” คืนได้บ้าง หลังจากที่ต้องตกระกำลำบากในมรสุมเศรษฐกิจโลกเป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้วหากเปรียบเทียบกับภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เอเชียนับว่าฟื้นตัวเร็วที่สุด โดยส่วนใหญ่มีอัตราเติบโตเป็นบวกตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว (เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส) ต่อเนื่องมาถึงต้นปีนี้ ทำให้ตัวเลขหลายตัวดีกว่าที่คาด
เช่นเศรษฐกิจของไทยปีที่แล้วก็ติดลบเพียง 2.3% จากที่เคยคาดการณ์ว่าจะติดลบมากกว่า 3% การส่งออกก็โตมากกว่า 30% ถ้าไม่มีเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ การท่องเที่ยว การบริโภค การลงทุนล้วนส่งสัญญาณที่ดีขึ้นทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้นตลาดสินค้าเกษตรซึ่งเป็นแหล่งรายได้ของคนส่วนใหญ่ของประเทศก็มีราคาเฉลี่ยในระดับที่น่าพึงพอใจ
อย่างไรก็ตาม ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะมีสถานการณ์ชุมนุมใหญ่และมีแนวโน้มของความรุนแรง ตลาดหุ้นก็ยังคงขยับขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วมาจนถึงต้นสัปดาห์นี้ และถ้าดูผู้เล่นในตลาดกลับเป็นนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงซื้อต่อเนื่อง
แต่ถ้าบอกว่าเขามีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะเมื่อมีเงินทุน นักลงทุนต่างประเทศจำต้องหาที่ลงในตลาดหุ้นที่ยังถูกอยู่ เพื่อหาโอกาสสร้างผลตอบแทนชดเชยการขาดทุนในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยจึงเป็นตลาดเป้าหมายที่สำคัญที่นักลงทุนไม่สามารถมองข้ามได้ แม้จะมีสถานการณ์การเมืองที่ไม่ปกติในขณะนี้
นอกจากตลาดหุ้นจะดีขึ้นแล้ว ตลาดเงินในส่วนอื่นๆ ก็มีทิศทางที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น อัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรก็ปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ เป็นผลจากการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศที่ทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง นี่ถ้าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยอีก เงินทุนก็คงไม่ไหลออกจากประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียในระยะนี้
คิดๆ แล้วก็เสียดายโอกาส ถ้าไม่มีเรื่องวุ่นวายภายในที่เราทำตัวเราเองแล้ว เศรษฐกิจไทยคงมีโอกาส
“ถอนทุน” กับเขาบ้าง






