
โอกาสลงทุน
....สมาคมบริษัทจัดการลงทุน
สําหรับผู้ลงทุนหรือท่านที่สนใจเกี่ยวกับช่องทางในการลงทุนในต่างประเทศ ในวันที่ 25 มี.ค. 2553 เวลา 13.0016.30 น. ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ถนนราชดำริ สมาคมบริษัทจัดการลงทุนจะจัดให้มีการสัมมนาพิเศษโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ในหัวข้อเรื่อง “จีนและอินเดีย ตลาดเกิดใหม่ ความน่าสนใจและโอกาสในการลงทุน” และ “แนวโน้มตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และโอกาสในการลงทุน” โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญในการลงทุนจากต่างประเทศมาให้มุมมองในการลงทุน คือ Phillip Capital Management (HK) Ltd. และ Goldman Sachs (บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ) โดยขอเชิญท่านที่สนใจเข้าร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษ โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.aimc.or. th หรือสำรองที่นั่ง โทร. 022640900
ก็ฝากประชาสัมพันธ์กันนะครับกับงานสัมมนาพิเศษเรื่อง “จีนและอินเดีย ตลาดเกิดใหม่ ความน่าสนใจและโอกาสในการลงทุน” และ “แนวโน้มตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และโอกาสในการลงทุน” ดังนั้นสัปดาห์นี้เรามาดูความน่าสนใจในการลงทุนในประเทศจีนและอินเดียกัน ประเทศจีนมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยสูงกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ในช่วง 10 ปีย้อนหลัง แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกได้ชะลอตัวในปี 2552 แต่การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีนก็ยังเป็นบวกกว่า 6% ต่อปี (มีเพียง 2 ประเทศที่ยังคงมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงในปี 2552 คือ จีนและอินเดีย) ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจีนในช่วงที่ผ่านมาได้แก่ การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล อุตสาหกรรมเหล็ก การทำเหมืองทรัพยากรธรรมชาติ การขยายตัวของสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน และการค้าระหว่างประเทศ
ด้านโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนนั้น เดิมเน้นการส่งออกสินค้าราคาถูก แต่ในปัจจุบันได้เน้นไปที่การพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านการบริโภคภายในประเทศ การขยายสินเชื่อผ่านธนาคารขนาดใหญ่ของรัฐบาลจีน เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์เพื่อกระตุ้นความเป็นเมือง รัฐบาลจีนมีแผนการพัฒนาเมืองในระยะยาว ซึ่งใช้เงินลงทุนที่สูง และด้วยอัตราการออมของประเทศจีนที่อยู่ในระดับสูง โดยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 50 ของ GDP ด้วยโครงสร้างทางสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมเมือง ด้วยทุนเดิมที่มีคือ ออมไว้สูง บวกกับนโยบายการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทำให้รายได้ต่อหัวของคนจีนย่อมสูงขึ้น ซึ่งนั่นก็หมายถึงกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง กำลังซื้อจำนวนมหาศาลนี่เองที่ดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติให้เข้าไปลงทุน ทั้งในภาคการผลิตจริงและการลงทุนในตลาดการเงิน
การเติบโตที่ร้อนแรงของเศรษฐกิจจีนน่ากลัวหรือไม่? ถ้าเรามองที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับ 89% ถือเป็นระดับปกติ และเป็นอัตราเป้าหมายของรัฐบาลจีนอยู่แล้ว เพราะจีนมีความจำเป็นต้องสร้างการจ้างงานสำหรับแรงงานใหม่กว่า 10 ล้านคน ที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในแต่ละปี ดังนั้นการที่รัฐบาลจีนได้ทยอยออกมาตรการควบคุมความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ไม่ให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ และฟองสบู่ของราคาสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าด้วยการชะลอการขยายสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ หรือการกำหนดเป้าหมายสินเชื่อเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาสนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน และหากเศรษฐกิจจีนเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพแล้ว กลับน่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม
สำหรับประเทศอินเดียนั้นสามารถเอาตัวรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกมาได้ ตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวสูงขึ้นกว่าร้อยละ 80 ในปี 2552 ผลกระทบของวิกฤตสถาบันการเงินโลกแทบไม่ได้มีผลลบต่ออสังหาริมทรัพย์ในอินเดีย เพราะสัดส่วนเงินปล่อยกู้ให้ผู้ซื้อบ้านเมื่อเทียบกับมูลค่าบ้านแล้วไม่ถึง 50% ทำให้โอกาสเกิดหนี้เสียในภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อระบบสถาบันการเงินมีน้อยมาก นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจอินเดียปีนี้อาจจะสูงถึง 10% เลยทีเดียว (คาดการณ์โดยบริษัท เทมเพิลตัน แอสเซท แมเนจเมนท์)
อินเดียยังมีโอกาสการขยายการผลิตบริการไปสู่การผลิตอื่นๆ มากขึ้น กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของอินเดีย คือ การลงทุนในการขยายบริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน นับตั้งแต่ระบบคมนาคมขนส่ง การสื่อสาร สาธารณสุขต่างๆ สำหรับรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้แล้ว ยังจะมีการเติบโตสูงของการก่อสร้างสำหรับการสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ตลอดจนธุรกิจโรงแรม ในนครขนาดใหญ่ของอินเดียซึ่งมี 5 นครหลัก ได้แก่ กรุงนิวเดลี นครมุมไบ นครบังกาลอร์ นครโกลกาตา และนครเจนไน ซึ่งบริษัทของคนไทยก็ได้เข้าไปพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในอินเดีย เช่น บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในเมืองเจนไน พัฒนาที่อยู่อาศัยย่าน Thane ทำเลศักยภาพแห่งใหม่ของเมืองมุมไบ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ รับเหมางานก่อสร้าง บริษัท เคทีจีวาย อินเตอร์ แอสโซซิเอทส์ รับงานออกแบบก่อสร้าง บริษัท สถาปนิก 49 (A49) รับงานออกแบบโครงการ เป็นต้น
เศรษฐกิจของประเทศจีนและอินเดียยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีปัจจัยหลายอย่างที่ชวนให้ลงทุน ดังนั้นผู้ที่สนใจก็ขอเรียนเชิญเข้าสัมมนาพิเศษ แบบฟรีๆ กันนะครับ (จำกัดที่นั่ง 200 ที่นั่งครับ ตอนนี้ที่นั่งเหลือน้อยแล้วครับ)







