
TPOLYโอดกองทุนนอกหนีม็อบ
ดิ้นจับมือพันธมิตรเยอรมัน รุกทำโรงไฟฟ้าชีวมวล700ล.
โพสต์ทูเดย์
— การเมืองพ่นพิษ กองทุนต่างประเทศแหยงลงทุน TPOLY ผู้บริหารพลิกแผนรับงานก่อสร้างด้านพลังงานชีวมวลเพิ่ม หวังดึงดูดสถาบันสนใจหุ้นนายเจริญ จันทร์พลังศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยโพลีคอนส์ (TPOLY) เปิดเผยว่า บรรยากาศการเมืองที่อึมครึมทำให้กองทุนต่างชาติที่บริษัทได้นำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) 3 แห่งเมื่อปลายปีก่อน และแสดงความสนใจขณะนั้นไม่กล้าเข้ามาลงทุนในบริษัท
“
เข้าใจว่ากองทุนอาจมองว่าธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีความเสี่ยงเพราะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศส่วนใหญ่ ดังนั้นบริษัทพยายามกระจายไปยังธุรกิจพลังงานมากขึ้น เนื่องจากเห็นแนวโน้มภาครัฐส่งเสริมงานพลังงานทดแทนมากขึ้นเรื่อยๆ” นายเจริญ กล่าวทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรทางธุรกิจจากประเทศเยอรมนีในการทำโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขนาด 9.5 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าการเจรจาจะเสร็จสิ้นภายในเดือน พ.ค. 2553 และเริ่มการก่อสร้างไตรมาส 3 นี้ เงินลงทุน 700 ล้านบาท ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มรายได้และเป็นการเพิ่มความน่าสนใจของหุ้นในอนาคตด้วย
นายเจริญ กล่าวว่า ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมทางการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินในโครงการไทยเข้มแข็งล็อต 2 ที่ยังไม่ผ่านกระบวนการรัฐสภาต้องสะดุด ขณะที่ภาคการลงทุนของเอกชนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากกรณีมาบตาพุด แต่บริษัทยืนยันไม่ปรับทิศทางสัดส่วนรายได้งานภาครัฐ 78% และงานเอกชนที่ 22%
“
หากงานภาครัฐชะลอบริษัทก็ต้องชะลอ เพราะทำไปก็ตกเหว จะหันไปหางานเอกชนก็ไม่ค่อยมี ฉะนั้นทำได้ดีที่สุดคือทำงานที่มีอยู่ในมือ (แบ็กล็อก) 3,577 ล้านบาทให้เต็มที่ ซึ่งหากเกิดช่องว่างทางการเมือง คาดว่าแบ็กล็อกที่มีน่าจะเพียงพอ เพราะจะทยอยรับรู้ 2 ปี (25532554) โดยรับรู้ปีนี้ 5060% อีกทั้งเชื่อว่ายังมีงานใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาอีก โดยบริษัทได้เจาะตลาดรับเหมาก่อสร้างอีกหนึ่งประเภท คือ งานสาธารณูปโภค” นายเจริญ กล่าวขณะที่ปีนี้มีแผนเข้าร่วมประมูลงานใหม่ๆ เพิ่มทั้งงานภาครัฐและเอกชน มูลค่าประมาณ 9,000 ล้านบาท และคาดว่าจะชนะประมูลประมาณ 30% ของมูลค่างานที่เข้าประมูล เนื่องจากลูกค้ายังเป็นกลุ่มเดิมที่ไว้วางใจบริษัทให้ทำการก่อสร้างต่อ โดยเฉพาะงานทางภาคใต้ที่บริษัทชนะการประมูลงานอย่างต่อเนื่อง
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการปีนี้คาดว่ารายได้อยู่ที่ 2,100 ล้านบาท หรือโตขึ้น 1020% จากปีก่อนที่ทำได้ 1,761 ล้านบาท และปีนี้ยังให้ความสำคัญการควบคุมต้นทุนให้ลดลง โดยตั้งเป้าเพิ่มอัตรากำไรสุทธิปีนี้เป็น 6% จากปีก่อน 2% หลังบริษัทเริ่มใช้โปรแกรม ERP ที่สามารถคำนวณงบประมาณทั้งทางด้านตัวเลขงบและการปฏิบัติงาน
ทั้งนี้ ตัวแปรต้นทุนของบริษัทขณะนี้คือเหล็กไม่น่าห่วง เนื่องจากราคาค่อนข้างนิ่ง ไม่แกว่งตัวแรงเหมือนที่ผ่านมา แต่บริษัทพยายามคุมไม่ให้เหล็กมีต้นทุนสูง







