posttoday
ทิศทางข้าวใน เออีซี วางตำแหน่งเป็นเทรนเดอร์ต่อโลก

ทิศทางข้าวใน เออีซี วางตำแหน่งเป็นเทรนเดอร์ต่อโลก

03 สิงหาคม 2555

การประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบให้ไปวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ของสินค้าเกษตรที่สำคัญ โดยให้พิจารณาเชื่อมโยงกับกระทรวงอื่น เช่น กระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะการสนับสนุนในเรื่องระบบลำเลียงหรือโลจิสติกส์ และดำเนินการจัดทำกำหนดเขตพื้นที่เพาะปลูก (Zoning) สินค้าเกษตรที่สำคัญ การวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การเพิ่มผลผลิต โดยใช้ระบบชลประทานเข้ามาสนับสนุน

การประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบให้ไปวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ของสินค้าเกษตรที่สำคัญ โดยให้พิจารณาเชื่อมโยงกับกระทรวงอื่น เช่น กระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะการสนับสนุนในเรื่องระบบลำเลียงหรือโลจิสติกส์ และดำเนินการจัดทำกำหนดเขตพื้นที่เพาะปลูก (Zoning) สินค้าเกษตรที่สำคัญ การวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การเพิ่มผลผลิต โดยใช้ระบบชลประทานเข้ามาสนับสนุน

ทั้งนี้ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้สินค้าเกษตรที่สำคัญ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ผลไม้ ปศุสัตว์ เช่น ไก่ กุ้ง และผลิตภัณฑ์นม โดยเฉพาะการหารือร่วมกับภาคเอกชนเพื่อพิจารณาถึงทิศทางและผลกระทบว่ามีข้อได้เปรียบ หรือเสียเปรียบด้านใด และจะมีแผนงาน/โครงการ แนวทางการจัดทำยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขอย่างไร ก่อนเสนอรัฐบาลเพื่อบูรณาการแผนปฏิบัติการในภาพรวมจัดทำเป็นแผนแม่บทต่อไป

นิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะดูแลด้านการผลิต ได้ร่วมหารือกับเอกชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในกรณีสินค้าข้าวผลจากการประชุมหารือเชิงลึกถึงสถานภาพของสินค้าข้าวของไทยในเวทีเออีซี ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับผู้แทนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการค้าข้าว สรุปเบื้องต้นได้ว่า ภาคเอกชนไทยต้องการให้ประเทศไทยคงสถานภาพในการเป็นผู้ค้า หรือ Trader และต้องการเป็นผู้นำในเวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แม้ว่าจะมีคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างเวียดนามและเมียนมาร์ที่พยามพัฒนาแซงหน้าประเทศไทยได้ทุกขณะ

การจะคงสถานะเป็นผู้นำการค้าข้าวในเออีซีนั้น ผู้เกี่ยวข้องเห็นตรงกันว่าพันธกิจที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องดำเนินการร่วมกัน คือ

1.ต้องพัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองให้มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น ข้าวพันธุ์หอมมะลิ ข้าวพันธุ์ลืมผัว ข้าวพันธุ์สังข์หยด ข้าวพันธุ์หอมจำปา ข้าวหอมพันธุ์ดั้งเดิมของ จ.อุตรดิตถ์ ฯลฯ เพื่อที่จะใช้คุณลักษณะความเฉพาะตัวของข้าวสายพันธุ์พื้นเมืองของไทย ที่มีคุณค่า รสชาติ และมีผลต่อการเสริมสุขภาพ เข้าครองตลาดในกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะ (Unique Market)

2.พัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิ ให้มีคุณค่าและคุณลักษณะเฉพาะให้สูงขึ้น เพื่อคงภาพลักษณ์ความเป็นที่สุด (SuperTOP) ของสายพันธุ์ข้าวเพื่อการบริโภคของโลก เนื่องจากคู่แข่งคือเมียนมาร์และเวียดนามมีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาข้าวหอมมะลิให้มีคุณภาพสูงกว่าข้าวหอมมะลิสายพันธุ์ไทย

3.ปรับปรุงมาตรการและขั้นตอนในการนำเข้าข้าว 510% จากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจากลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ เพื่อนำมาแปรสภาพเป็นข้าวนึ่ง เพิ่มจากปริมาณที่ไทยมีกำลังผลิตอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกของไทยสามารถขยายตลาดข้าวนึ่งได้มากขึ้น

4.ต้องมีการจัดทำระบบทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวให้ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน เพื่อป้องกันการสวมสิทธิจากข้าวภายนอกในกรณีที่ภาครัฐต้องการสนับสนุนเกษตรกร และยังสามารถใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาและยกระดับของเกษตรกรแต่ละพื้นที่ด้วย

5.ภาครัฐต้องดำเนินนโยบายที่ชัดเจนในการเพิ่มผลิตภาพการผลิตข้าว โดยการจำแนกพื้นที่ผลิตข้าวตามผลผลิตเฉลี่ยออกเป็น 2 ระดับ คือ 1) พื้นที่พัฒนาที่มีผลผลิตเฉลี่ยมากกว่า 350 กก./ไร่ ซึ่งพื้นที่นี้ต้องกำหนดกิจกรรมเข้าไปพัฒนาเพิ่มผลผลิตแยกตามรายพื้นที่ และ 2) พื้นที่ที่มีผลผลิตต่ำกว่า 350 กก./ไร่ ซึ่งพื้นที่นี้ต้องกำหนดชัดเจนว่าจะคงสภาพให้มีการผลิตข้าวอยู่ต่อไป (ในกรณีเพื่อการบริโภคในครัวเรือน) หรือว่าจะมีการชดเชยเพื่อให้เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น โดยต้องไม่มีการนำผลผลิตในส่วนนี้ไปคำนวณค่าเฉลี่ยของประเทศอีกต่อไป เพราะจะทำให้ค่าเฉลี่ยของประเทศไม่ถูกต้องในเชิงสถิติ เป็นภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นผลบวกต่อการส่งออกของประเทศ

6.ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ในการทำตลาดใหม่ โดยการแยกกลยุทธ์ในการทำตลาดตามประเภทของข้าว (ข้าวนึ่ง ข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว 1005%) โดยกำหนดเป้าหมายเป็นประเทศปลายทาง เนื่องจากกลุ่มสมาชิกเออีซี เป็นประเทศผู้ผลิตข้าวเหมือนกัน และที่สำคัญต้องไม่สร้างภาพลักษณ์ที่เป็นผลลบต่ออุตสาหกรรมข้าวไทยผ่านการนำเสนอข้อมูลข้าวในเชิงเปรียบเทียบภาพรวม เช่นเดียวกันกับคู่แข่ง ทั้งนี้ ต้องให้ความสำคัญที่ข้าวหอมมะลิและข้าวนึ่งเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะข้าวนึ่งที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตข้าวนึ่งคุณภาพสูงเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ผลิตรายอื่น

สำหรับการผลิตข้าวของประเทศนั้น ในปี 2554 ที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 4.499 ล้านครัวเรือน โรงสีข้าว 1,599 โรง พื้นที่การเพาะปลูก 77.886 ล้านไร่ (ข้าวนาปี 61.784 ล้านไร่ ข้าวนาปรัง 16.102 ล้านไร่) โดยมีผลผลิตโดยรวม 34.485 ล้านตันข้าวเปลือก (ข้าวพันธุ์พื้นเมือง 1.883 ล้านตัน ข้าวหอมมะลิ 7.875 ล้านตัน ข้าวพันธุ์อื่นๆ 24.727 ล้านตัน) เป็นการใช้ในประเทศ (บริโภค ทำพันธุ์ อาหารสัตว์ อุตสาหกรรมต่อเนื่อง) 18.309 ล้านตันข้าวเปลือก ที่เหลือส่งออกเข้าสู่ตลาดโลก ผลผลิตดังกล่าวผ่านกระบวนการสีและคัดแยกแล้ว จะได้ปริมาณเมล็ดข้าวรวม 22.602 ล้านตันข้าวสาร และผลพลอยได้อื่น (รำข้าว แกลบ และปลายข้าว) อีก 11.407 ล้านตัน

ในปี 2554 ไทยยังคงสถานภาพเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก ด้วยปริมาณการส่งออก 10.706 ล้านตันข้าวสาร แยกออกเป็นข้าวหอมมะลิ 2.359 ล้านตัน ข้าว 1005% 3.362 ล้านตัน ข้าว 10% ขึ้นไป และปลายข้าว 1.390 ล้านตัน ข้าวเหนียว 0.288 ล้านตัน และข้าวนึ่ง 3.408 ล้านตัน โดยเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย 4,814,403 ตัน (ข้าวหอมมะลิ 601,831 ตัน ข้าว 1005% 2,401,246 ตัน ข้าว 10% ขึ้นไปปลายข้าว 589,408 ตัน ข้าวเหนียว 242,696 ตัน ข้าวนึ่ง 979,222 ตัน) กลุ่มสหภาพยุโรป 506,304 ตัน (ข้าวหอมมะลิ 249,723 ตัน ข้าว 1005% 77,609 ตัน ข้าว 10% ขึ้นไปปลายข้าว 16,364 ตัน ข้าวเหนียว 17,413 ตัน ข้าวนึ่ง 145,195 ตัน)

ตลาดส่งออกข้าวไทยประกอบด้วย ภูมิภาคอเมริกา 536,149 ตัน (ข้าวหอมมะลิ 454,244 ตัน ข้าว 1005% 43,435 ตัน ข้าว 10% ขึ้นไปปลายข้าว 13,649 ตัน ข้าวเหนียว 23,747 ตัน ข้าวนึ่ง 1,074 ตัน) ภูมิภาคแอฟริกา 4,671,744 ตัน (ข้าวหอมมะลิ 970,364 ตัน ข้าว 1005% 709,926 ตัน ข้าว 10% ขึ้นไปปลายข้าว 712,442 ตัน ข้าวเหนียว 151 ตัน ข้าวนึ่ง 2,279,012 ตัน) และภูมิภาคออสเตรเลีย 177,479 ตัน (ข้าวหอมมะลิ 82,797 ตัน ข้าว 1005% 29,660 ตัน ข้าว 10% ขึ้นไปปลายข้าว 58,376 ตัน ข้าวเหนียว 3,653 ตัน ข้าวนึ่ง 2,993 ตัน)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท