
แนวโน้มหุ้นเงียบเหงา
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ มองมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกเริ่มมีความจำเป็น หลังความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกเห็นชัดมากขึ้น แต่จากการศึกษาใน 4 มาตรการหลักที่เคยทำมาในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คือ มาตรการแรก การออกมาตรการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ มองมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกเริ่มมีความจำเป็น หลังความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกเห็นชัดมากขึ้น แต่จากการศึกษาใน 4 มาตรการหลักที่เคยทำมาในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คือ มาตรการแรก การออกมาตรการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
มาตรการที่สอง การตรึงอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำของเฟด
มาตรการที่สาม การไถ่ถอน (หรือลดสัดส่วน) พันธบัตรระยะสั้นด้วยการออก (เพิ่มสัดส่วน) พันธบัตรระยะยาวทดแทน หรือที่เรียกว่า Operation Twist (OT) ของเฟด และมาตรการที่สี่ การให้เงินกู้ช่วยเหลือสภาพคล่องแก่ธนาคารพาณิชย์ (LTRO) ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) พบว่า มีเพียง 2 มาตรการเท่านั้น คือ คิวอี และ LTRO ที่ตลาดหุ้นยังตอบสนองในเชิงบวก เนื่องจากมีสภาพคล่องใหม่ไหลเข้าสู่ระบบ
จากการศึกษาของ บล.ทิสโก้ พบว่า ช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นตอบสนองดีที่สุด คือประมาณ 1 เดือนหลังการประกาศมาตรการ โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 2.8% และ 3.6% ตามลำดับ ดังนั้น หากไม่มีมาตรการเพิ่มเติมจากต่างประเทศในเดือน ส.ค.นี้ หุ้นไทยมีโอกาสแกว่งลง
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส คาดว่าแนวโน้มการซื้อขายตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้น่าจะเงียบเหงา เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลทางศาสนา (อาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา) ตลาดผิดหวังที่จะไม่เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ในการประชุมของธนาคารกลางโลกสำคัญๆ ในสัปดาห์นี้ คือ
การประชุมของเฟดระหว่างวันที่ 31 ก.ค.1 ส.ค.ที่ผ่านมา ไม่มี มาตรการคิวอี 3 เนื่องจากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจในสหรัฐมีทั้งดีและไม่ดีผสมกัน แม้ล่าสุดตัวเลขอัตราการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) งวดไตรมาส 2 ปี 2555 ของสหรัฐจะออกมา 1.5% ซึ่งต่ำกว่าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดไว้ทั้งปี 2% และอัตราการว่างงานจะสูงถึง 8.2% แต่มีสัญญาณที่ดีขึ้นจากตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการ (First Claim Job) ที่เริ่มมีเสถียรภาพ โดยตัวเลขเฉลี่ยแต่ละสัปดาห์แกว่งตัวอยู่ระหว่าง 3.53.8 แสนตำแหน่ง และเช่นเดียวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ พบว่าราคาบ้านในเดือน มิ.ย. เริ่มมีเสถียรภาพ (ดัชนี CaseShiller Index) โดยในเดือน พ.ค. ลดลงเพียง 0.7% จากระยะเดียวกันของปีก่อนหน้าและมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
เฟด ระบุว่า จะใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมหากจำเป็น แม้ว่าในการประชุมเมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Fed funds rates) ที่ระดับ 00.25% แต่ไม่มีมาตรการคิวอี 3 ออกมา นั่นหมายความว่าคงต้องไปลุ้นกันในการประชุมเฟดรอบถัดไป คือ เดือน ก.ย.นี้
ส่วนวันพฤหัสบดีที่ 2 ส.ค.นี้ จะมีการประชุมของอีซีบีและธนาคารกลางอังกฤษ คาดว่า อีซีบีน่าจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เหลือ 0.5% หลังจากที่ลดลงไปแล้ว 0.25% ก่อนหน้านี้ ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษอาจจะยืนดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% หลังจากที่เพิ่งออกมาตรการคิวอีไปเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา
ในสัปดาห์นี้อาจจะมีเพียงการลดดอกเบี้ยนโยบายของอีซีบี 0.25% เท่านั้น และเป็นไปได้ที่จะกดดันให้ค่าเงินยูโรปรับฐานต่อ
นั่นหมายความว่าจะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน เป็นต้น อ่อนตัวระยะสั้น ประกอบกับในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงถึง 16% น่าจะเกือบสูงสุดในภูมิภาคนี้ ซึ่งเป็นรองเพียงตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด 19% จึงทำให้คาดว่าดัชนี น่าจะแกว่งตัว โดยจะมีแนวต้านบริเวณ 1,200 จุด หรือมีค่าสัดส่วนราคาต่อกำไรที่คาดหวัง 13.6 เท่า ในปี 2555
ดังนั้น กลยุทธ์ยังเน้นปรับพอร์ตขายหุ้นแพงเช่นเดิมและยังเน้นเลือกซื้อเป็นรายตัว ที่มีค่าสัดส่วนราคาต่อกำไรต่ำและมีเงินปันผลรับในระดับ 45% เช่น บริษัท น้ำมันพืชไทย (TVO)







