
คาด ทาทา สตีล ขาดทุนต่อ
บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) (TSTH) รายงานผลประกอบการงวดไตรมาสแรก ปี 2555 (เม.ย.-มิ.ย. 2555) มีผลขาดทุนสุทธิ 200.8 ล้านบาท ดีขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ 237 ล้านบาท และอยู่ในกรอบที่ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ประเมินไว้ว่า TSTH น่าจะขาดทุนราว 100200 ล้านบาท โดยงวดไตรมาสแรก ปี 2555 TSTH สร้างยอดขายได้ 5,897 ล้านบาท โดยมีปริมาณการขาย 2.58 แสนตัน ลดลง 8.8% จากไตรมาสแรก ปี 2554 ที่ราคาขายเฉลี่ย 22.9 บาท/กิโลกรัม
บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) (TSTH) รายงานผลประกอบการงวดไตรมาสแรก ปี 2555 (เม.ย.-มิ.ย. 2555) มีผลขาดทุนสุทธิ 200.8 ล้านบาท ดีขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ 237 ล้านบาท และอยู่ในกรอบที่ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ประเมินไว้ว่า TSTH น่าจะขาดทุนราว 100200 ล้านบาท โดยงวดไตรมาสแรก ปี 2555 TSTH สร้างยอดขายได้ 5,897 ล้านบาท โดยมีปริมาณการขาย 2.58 แสนตัน ลดลง 8.8% จากไตรมาสแรก ปี 2554 ที่ราคาขายเฉลี่ย 22.9 บาท/กิโลกรัม
สำหรับปริมาณการขายที่ลดลง เกิดจากเหตุการณ์ไฟไหม้ที่โรงงานบีเอสที (BST) ซึ่งมีพื้นที่ติดกับบริษัท เหล็กก่อสร้างสยาม (SCSC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ TSTH ทำให้ SCSC ต้องหยุดการผลิตไปนานถึง 3 สัปดาห์ ขณะที่เหล็กลวดนำเข้าจากประเทศจีน ยังคงกดดันราคาเหล็กในประเทศให้ปรับขึ้นได้ลำบาก
อย่างไรก็ตาม การระบายสต๊อกวัตถุดิบต้นทุนสูงออกไปในไตรมาสก่อน ทำให้งวดไตรมาสแรก ปี 2555 TSTH มีอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.1% แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวมถึงภาระดอกเบี้ยจ่าย จึงทำให้ TSTH ยังมีผลขาดทุนเกิดขึ้น
ด้านโครงสร้างทางการเงิน ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2555 TSTH มีหนี้เงินกู้สุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 0.46 เท่า และมีมูลค่าหุ้นตามบัญชีลดลงเหลือ 1.58 บาท/หุ้น แรงกดดันจากราคาเหล็กที่ลดลง น่าจะทำให้ไตรมาสถัดไปยังมีโอกาสขาดทุนสถานการณ์ยอดขายในเดือน ก.ค. ของ TSTH ดีขึ้นชัดเจน โดยมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นสู่ระดับใกล้เคียง 1 แสนตัน
อย่างไรก็ตาม ราคาเหล็กที่มีแนวโน้มปรับลดลงอีกครั้ง ซึ่งเป็นไปตามทิศทางภาวะเศรษฐกิจโลก น่าจะทำให้ TSTH ยังมีโอกาสแสดงผลขาดทุนสุทธิต่อไปในงวด ไตรมาส 2 ปี 2555 (ก.ค.-ก.ย.) ประเมินจากต้นทุนสต๊อกเศษเหล็กในปัจจุบันของ TSTH ที่อยู่ที่ 14 บาท/กิโลกรัม เมื่อบวกกับค่าใช้จ่ายในการแปลงสภาพ (Conversion Cost) อีก 7 บาท/กิโลกรัม น่าจะทำให้ TSTH มีอัตรากำไรขั้นต้น ในระดับต่ำเพียง 23% ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ของบริษัทแต่เชื่อว่าผลขาดทุนในงวดไตรมาส 2 ปี 2555/2556 น่าจะลดลงเทียบกับงวดไตรมาสแรก ปี 2555/2556 จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นมากดังกล่าว
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีมาก แนะนำให้ถือรอการฟื้นตัวในปีหน้า
แนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมก่อสร้างและยานยนต์ในประเทศ ถือเป็นปัจจัยบวกต่อ TSTH ในฐานะผู้นำตลาด ขณะที่แผนธุรกิจภายใต้การนำของผู้บริหารชุดใหม่ ประกาศจะพลิกฟื้นให้ TSTH กลับมาทำกำไรได้อีกครั้งภายในสิ้นปีนี้ โดยราคาหุ้นปัจจุบันที่ซื้อขายกันที่ราคาตามมูลค่าบัญชี (PBV) ต่ำเพียง 0.50 เท่า น่าจะเป็นการสะท้อนปัจจัยลบเกี่ยวกับผลประกอบการที่ขาดทุนต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาไปแล้ว โดยฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าที่เหมาะสม ที่ PBV 0.7 เท่า จะให้ราคาเหมาะสมมี่ 1.12 บาท จึงยังแนะนำให้ถือเพื่อรอการฟื้นตัวอีกครั้งในปีหน้า







