posttoday
ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกเครื่องร้อน...พร้อมลุยหุ้น

ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกเครื่องร้อน...พร้อมลุยหุ้น

03 สิงหาคม 2555

พร้อมหรือยังที่จะรับมือกับเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกที่จะไหลบ่าเข้ามาในตลาดหุ้น เพราะ ทิสโก้ เวลธ์ ฟันธงชัดๆ ออกมาว่า “ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกจะปรับลดสัดส่วนการลงทุน หรือพักเงินในพันธบัตรไปเข้าสู่การลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น”

พร้อมหรือยังที่จะรับมือกับเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกที่จะไหลบ่าเข้ามาในตลาดหุ้น เพราะ ทิสโก้ เวลธ์ ฟันธงชัดๆ ออกมาว่า “ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกจะปรับลดสัดส่วนการลงทุน หรือพักเงินในพันธบัตรไปเข้าสู่การลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น”

ทิสโก้ เวลธ์ บอกว่า ถ้าดูกองทุน 300 อันดับใหญ่ของโลก มีขนาดกองทุนใหญ่ถึง 26.49 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 795 ล้านล้านบาท) ใหญ่กว่าขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐที่ 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพราะฉะนั้น เพียงแค่กลับมาลงทุนหุ้นใน “ระดับปกติ” ก็ถือว่าเป็นเม็ดเงินที่มากมายมหาศาลแล้ว

“ถ้าผู้จัดการกองทุนปรับพอร์ตการลงทุนออกจากตลาดพันธบัตรและเข้าสู่ตลาดหุ้นเข้าสู่ระดับปกติ หรือจากปัจจุบันที่ประมาณ 30% และกลับไปที่ระดับปกติที่ประมาณ 45% คาดว่าจะมีสภาพคล่องเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงเป็นจำนวนมาก”

นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาผู้จัดการกองทุนได้ขายสินทรัพย์เสี่ยง และถือเงินสดหรือลงทุนในตราสารหนี้แทน ทำให้สภาพคล่องในระบบโลกเพิ่มขึ้นกว่าระดับปกติถึง 5.5%

หากพิจารณาราคาหุ้นทั่วโลก พบว่า ปัจจุบันระดับราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ที่ 12.6 เท่า ถือว่าเป็นระดับการซื้อขายใกล้จุดต่ำสุดในรอบ 30 ปี

นอกจากนี้ ค่าเงินเป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น เพราะถ้าดูค่าเงินหลักของโลก คือ เงินเหรียญสหรัฐ พบว่า เมื่อไรก็ตามที่ค่าเงินอ่อนลง จะส่งผลบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งค่าเงินเหรียญสหรัฐเริ่มมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากนักลงทุนเริ่มคลายความวิตกกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจของยุโรป อีกทั้งนักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าทางธนาคารกลางสหรัฐมีโอกาสที่จะออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณในรอบ 3 หรือคิวอี 3 ในช่วงเดือน ส.ค.ก.ย.นี้

เมื่อพิจารณาดัชนีชี้วัดอีกหลายตัว ยิ่งทำให้ ทิสโก้ เวลธ์ มั่นใจว่า นับจากนี้ไปตลาดหุ้นจะอยู่ในช่วงน่าสนใจลงทุนมาก ไม่ว่าจะเป็น

ERP (Equity Risk Premium = กำไรต่อหุ้น ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี) ปีนี้อยู่สูงถึงระดับ 8.4% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 110 ปี ที่ 4.2% แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นมีความน่าสนใจในการลงทุนมาก

หากพิจารณาถึงความกังวลในความเสี่ยงของตลาด (Risk Premium) มีความเป็นไปได้สูงที่ Risk Premium จะปรับลงมาเข้าใกล้ความเสี่ยงที่คำนวณจากความผันผวนของตลาดหุ้น (VIX Index) ที่ปรับตัวลงมาต่ำกว่า 20 จุด ซึ่งแสดงถึงความเสี่ยงต่ำ


หุ้นจีน เนื้อหอมที่สุด

แม้ว่าตลาดหุ้นจะกลับมาอยู่ในช่วงน่าลงทุน แต่ ทิสโก้ เวลธ์ บอกว่า ไม่ใช่ทุกตลาดที่น่าลงทุน โดยเฉพาะตลาดหุ้นอินเดียและยุโรปที่นักลงทุนควรจะหลีกให้ไกล และตลาดที่น่าสนใจมากที่สุดในมุมมองของทิสโก้ เวลธ์ คือ ตลาดหุ้นจีน และหุ้นภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)

“สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นจีน (HShares) สูงที่สุด ส่วนถ้าเป็นระดับภูมิภาค ให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) มากที่สุด”

ทิสโก้ เวลธ์ บอกว่า ตลาดหุ้นจีนถือว่าเป็นตลาดหุ้นที่มีราคาถูกที่สุดในภูมิภาค หรือ พี/อี ปี 2555 และปี 2556 ซื้อขายเพียง 7.3 เท่า และ 6.5 เท่า ตามลำดับ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำมากและใกล้เคียงกับในช่วงการเกิดวิกฤตเลห์แมนฯ ขณะที่ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 4.3% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค รองจากออสเตรเลีย

ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE) ตลาดหุ้นจีนอยู่ระดับสูง หรืออยู่ที่ 16% สูงกว่าภูมิภาคที่ 13% ขณะที่ราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ต่ำเพียง 1.5 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ระดับต่ำเมื่อเทียบกับตลาดอื่น

“แม้ว่าราคาหุ้นของจีนที่ปรับตัวลดลงมาแรงกว่าประเทศอื่นๆ เป็นผลจากนักลงทุนกังวลต่อเศรษฐกิจของจีน หลังจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2555 อยู่ที่ 7.6% ต่ำสุดในรอบ 3 ปี แต่คาดว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาส 2 เป็นไตรมาสที่ต่ำสุดของปี และคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี จีนจะขยายตัวได้มากกว่า 8% และทำให้อัตราการเติบโตทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 8% จากผลของการผ่อนคลายนโยบายการเงินและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ของจีน”

นอกจากนี้ ยังพบว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มเปลี่ยนจากการขายสุทธิต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 เป็นกลับมาซื้อสุทธิในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และคาดว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะไหลเข้าตลาดหุ้นจีนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นจำนวนมาก และคาดว่าเหลือเงินที่ลงทุนในตลาดหุ้นน้อยมาก ประกอบกับความเสี่ยงของตลาดหุ้นจีนเริ่มลดลง ความมั่นใจในการลงทุนเพิ่มมากขึ้น

เก็งกำไรน้ำมัน ไม่คุ้มเสี่ยง

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 15% จากจุดต่ำสุดช่วงปลายเดือน มิ.ย. ที่ 77 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาที่ระดับ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงปลายเดือน ก.ค. เนื่องจากสต๊อกน้ำมันดิบในสหรัฐปรับตัวลดลง และการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ทิสโก้ เวลธ์ ระบุว่า การคว่ำบาตรอิหร่านยังไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตน้ำมันในตลาดโลกมากนัก เพราะปริมาณน้ำมันที่หายไปจากอิหร่านได้ถูกทดแทนด้วยการเพิ่มปริมาณการผลิตจากซาอุดีอาระเบียและลิเบีย

นอกจากนี้ ในปีหน้าหากกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกหรือโอเปก ไม่มีการลดกำลังการผลิต ก็มีความเป็นไปได้ที่ปริมาณการผลิตน้ำมันจะมากกว่าความต้องการใช้น้ำมัน เพราะปริมาณการผลิตน้ำมันจากประเทศนอกกลุ่มโอเปกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“แนะนำขายทำกำไรกองทุนน้ำมัน เนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นมามากแล้ว และโอกาสที่ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นในอนาคตไม่คุ้มกับความเสี่ยง”

ขณะที่ ทิสโก้ เวลธ์ ยังคงเป้าหมายราคาทองคำในปีนี้ที่ 1,950 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และแนะนำซื้อสะสมกองทุนทองคำ และคาดว่าราคาสินค้าเกษตรและราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มความกดดันเงินเฟ้อในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถือเป็นปัจจัยบวกของทองคำ

ถ้าเป็นการลงทุนตราสารหนี้ ทิสโก้ เวลธ์ แนะนำให้ลงทุนระยะสั้น อายุไม่เกิน 1 ปี เพื่อรอลงทุนใหม่ปีหน้า เมื่อดอกเบี้ยปรับขึ้น เพราะคาดว่าการเติบโตของยอดสินเชื่อธนาคารน่าจะทำให้ธนาคารต้องแข่งกันระดมเงินฝากผ่านการให้โปรโมชันดอกเบี้ยพิเศษมากขึ้น

อดใจรออีกไม่นาน นักลงทุนคงได้ยิ้มออกกันถ้วนหน้า

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี