
วิชิต พยุหนาวีชัย กับภารกิจใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม
การเข้าซื้อพอร์ตธุรกิจรายย่อย ได้แก่ ธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย รวมทั้งเงินฝากมาจากธนาคารเอชเอสบีซี (ประเทศไทย) ซึ่งมีฐานลูกค้ารวมถึง 5.5 แสนราย คิดเป็นมูลค่าสินเชื่อรวม 1.3 หมื่นล้านบาท ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของแบงก์สีเหลืองแห่งนี้ ที่ต้องการใช้ธุรกิจรายย่อยเป็นฟันเฟืองหลักในการสร้างผลกำไร
การเข้าซื้อพอร์ตธุรกิจรายย่อย ได้แก่ ธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย รวมทั้งเงินฝากมาจากธนาคารเอชเอสบีซี (ประเทศไทย) ซึ่งมีฐานลูกค้ารวมถึง 5.5 แสนราย คิดเป็นมูลค่าสินเชื่อรวม 1.3 หมื่นล้านบาท ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของแบงก์สีเหลืองแห่งนี้ ที่ต้องการใช้ธุรกิจรายย่อยเป็นฟันเฟืองหลักในการสร้างผลกำไร
การซื้อพอร์ตดังกล่าว ส่งผลให้สินทรัพย์ของธนาคารกรุงศรีฯ เติบโตขึ้น 1.8% หรือ 1.7 หมื่นล้านบาท และทำให้สัดส่วนสินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้นจาก 45% เป็น 46% ของสินเชื่อรวม
นอกจากสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อสินทรัพย์ชุดนี้แล้ว อีกหนึ่งความสำเร็จของธนาคารกรุงศรีฯ คือการได้นายแบงก์มือดีอย่าง วิชิต พยุหนาวีชัย ตามมาดูแลการโอนย้ายลูกค้าจากธนาคารเอชเอสบีซี รวมทั้งรับผิดชอบธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัย
นับตั้งแต่ย้ายมารับตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา วิชิต ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษางานใหม่ที่มีสเกลใหญ่ขึ้น ต่างจากงานเดิมที่เอชเอสบีซี เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ให้เหมาะสม
จนมาวันนี้เขามั่นใจแล้วว่า ธนาคารกรุงศรีฯ พร้อมแล้วสำหรับการแข่งขันในตลาดและยอมเปิดใจกับโพสต์ทูเดย์เป็นครั้งแรก ถึงทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัยภายใต้การกุมบังเหียนของเขา
ปรับตัวเข้ากับงานและองค์กรใหม่ได้หรือยัง?
ต้องบอกว่าผมโชคดีที่แทบไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย คนภายนอกอาจมองว่าเป็นการย้ายจากแบงก์ฝรั่งเข้ามาแบงก์ไทย จะมีปัญหาเรื่องวัฒนธรรมหรือเปล่า แต่พอเข้ามาจริงๆ จะพบว่าการบริหารจัดการ ทัศนคติของบุคลากรแทบไม่ต่างจากแบงก์ฝรั่ง อาจเป็นเพราะมีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นจีอี แต่ก็ไม่ฝรั่งจ๋าเกินไปกำลังพอดี
จุดที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม อาจเป็นเรื่องของขนาดองค์กรมากกว่า เพราะต้องมาอยู่ในองค์กรที่มีขนาดใหญ่ มีฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น แข่งขันในตลาดที่แมสขึ้น แต่ผมไม่เคยกลัวที่จะต้องแข่งขันกับคู่แข่งที่ใหญ่กว่า การแข่งขันที่สำคัญกว่าคือการแข่งกับตัวเอง ว่าจะทำได้ตามเป้าที่เราอยากเห็นได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทาย
nกระบวนการรับโอนลูกค้าจากเอชเอสบีซีขณะนี้เป็นอย่างไร?
ไม่มีปัญหาเลย กระบวนการรับโอนลูกค้าทั้งเงินฝากและเงินกู้ของเราถือว่าเป็นไปด้วยดี ราบรื่นทุกอย่าง ธุรกิจสินเชื่อบ้าน สินเชื่อบุคคล เงินฝาก สำเร็จลุล่วงไปแล้วตั้งแต่ไตรมาสแรก เหลือเพียงธุรกิจบัตรเครดิตที่ยังติดเรื่องแคมเปญและโปรโมชันต่างๆ ทำให้ล่าช้าออกไปแต่ไม่มีอะไรน่าห่วง ลูกค้าส่วนใหญ่สมัครใจอยู่กับเราต่อ ที่ขอออกไปมีเพียงร้อยกว่าราย เพราะเขามีผลิตภัณฑ์ของธนาคารกรุงศรีฯ อยู่แล้ว จึงไม่อยากมีซ้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารประเมินไว้แล้ว ผมคาดว่ากระบวนทั้งหมดจะเสร็จสิ้น 100% ได้ในเดือน พ.ย.นี้
nมองภาพรวมตลาดสินเชื่อบ้านในครึ่งปีหลังอย่างไร?
ตลาดสินเชื่อบ้านครึ่งปีที่ผ่านมายังไม่กลับมาคึกคักเต็มที่ เพราะยังมีผลกระทบจากน้ำท่วมที่หลงเหลืออยู่ ทำให้โครงการสร้างใหม่หลายแห่งเลื่อนการเปิดตัวมาอยู่ในครึ่งหลัง ดังนั้นสินเชื่อในครึ่งปีหลังจะเติบโตได้ดีกว่าครึ่งแรกแน่นอน
การเติบโตจะมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1.การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นในประเทศจากนโยบายของรัฐบาล ทั้งโครงการลงทุนขนาดใหญ่และการขึ้นค่าแรง
2.ปัจจัยความกลัว ต้นทุนราคาที่ดิน ต้นทุนแรงงานและต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ทำให้คนคาดการณ์ไปแล้วว่าราคาที่อยู่อาศัยในตลาดจะปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นคนจะเร่งซื้อบ้านในปีนี้
และ 3.การเร่งทำยอดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เพราะครึ่งปีแรกยังเติบโตได้ไม่ดี ทำให้ครึ่งหลังต้องเร่งทำผลงานให้เข้าเป้า เข้าตากัน
ในครึ่งปีหลังจะมีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดตัวหลายแห่ง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่มีดีมานด์ในตลาดสูงมาก ซึ่งความต้องการซื้อดังกล่าวอาจส่งผลให้ราคาขายขายที่อยู่อาศัยในช่วงเปิดตัวโครงการและหลังโครงการแล้วเสร็จแตกต่างกันถึง 20-30% เช่น เปิดตัวโครงการปักขายยูนิตละ 1 ล้านบาท หลังโครงการแล้วเสร็จราคาอาจขึ้นมาเป็น 1.2-1.3 ล้านบาท
ดังนั้น การกู้ซื้อบ้านในครึ่งปีหลังถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะและเป็นนาทีทองสำหรับคนที่อยากมีบ้านก่อนที่บ้านจะขึ้นราคา ในแง่แบงก์เองก็ถือเป็นโอกาสที่ต้องกอบโกย
จะได้เห็นแคมเปญที่ทำให้ผู้กู้ยิ้มได้ออกสู่ตลาดหรือไม่?
แคมเปญประเภทดอกเบี้ย 0% จะยังมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่ระยะเวลาจะหดสั้นลงอยู่ที่ไม่เกิน 3-6 เดือน เพราะปัจจุบันธนาคารมีต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นจากการแข่งระดมเงินฝาก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดคาดว่าน่าจะทรงตัวที่ระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปี
ต้นทุนที่เกิดขึ้นจะทำให้ธนาคารไม่สามารถแข่งขันราคากันรุนแรงได้ ราคาที่เสนอให้ลูกค้าแต่ละแห่งจะไม่ต่างกันมากนัก แต่แบงก์จะหันมาแข่งขันกันในเชิงบริการมากกว่า เช่น ความรวดเร็ว ช่องทาง และออปชันพิเศษต่างๆ
เมื่อทิศทางตลาดเป็นอย่างนี้ กรุงศรีฯ จะปรับตัวอย่างไรให้แข่งขันได้?
ขณะเรานี้อยู่ระหว่างปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานขอสินเชื่อให้รวดเร็วขึ้น จะมีการลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ลูกค้าสามารถรู้ผลการอนุมัติเบื้องต้นได้ภายใน 3 วัน และมีการออกแคมเปญดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน พร้อมให้วงเงินกู้สูงสุด 100% สำหรับลูกค้าที่กู้ซื้อคอนโด มิเนียมวงเงินตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป
ช่วงที่ผมเข้ามาใหม่ๆ ได้สั่งให้ทีมงานรีวิวผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ทันทีเพื่อปรับปรุงให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น จากเดิมที่ธนาคารจะเน้นขยายสินเชื่อผ่านการผูกติดกับโครงการอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก โดยเราจะให้ความสำคัญกับการรีไฟแนนซ์ บ้านมือสอง และสินเชื่อโฮม ฟอร์แคช มากขึ้น เพราะจากการสำรวจพบว่ามีความต้องการสูงเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งรีเทนชันยูนิตขึ้นมา ทำหน้าที่โทร.หาลูกค้าเกลี้ยกล่อมให้ลูกค้าที่จะรีไฟแนนซ์เปลี่ยนใจ หน่วยนี้จะมีการโทร.ไปพูดคุยกับลูกค้าสม่ำเสมอ สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ เพื่อลดสัดส่วนการถูกรีไฟแนนซ์จากคู่แข่งลง
มีการตั้งเป้าดันยอดสินเชื่อในสิ้นปีไว้แค่ไหน?
6 เดือนแรกที่ผ่านมา เราปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ไปแล้ว 1.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการเติบโตสุทธิ 5,500 ล้านบาท หรือ 5.5% จากเป้าหมายทั้งปีที่ต้องการเติบโตสุทธิ 1 หมื่นล้านบาท
สำหรับครึ่งปีหลังสิ่งที่อยากเห็น คือการเติบโตสุทธิได้อีกไม่น้อยกว่า 4,500 ล้านบาท เพื่อดันยอดสินเชื่อคงค้างให้ขยับเป็น 1 แสนล้านบาท และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดจาก 7% เป็น 10% ภายในปีนี้
โดยสินเชื่อปล่อยใหม่ในปีนี้ จะมาจากบ้านใหม่ 40-50% ที่เหลือจะมาจากสินเชื่อบ้านเก่า 15% สินเชื่อบ้านแลกเงิน 15% และรีไฟแนนซ์ 15%
ก่อนหน้านี้ ธนาคารประเมินว่า การเติบโตของสินเชื่อจะอยู่ที่ 11% ในปีนี้ แม้สภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจอาจต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤตหนี้ยุโรปและการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยครึ่งแรกสินเชื่อที่มีคุณภาพขยายตัว 6.3% คิดเป็นมูลค่า 4.35 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2554 สินเชื่อรายย่อยได้เพิ่มขึ้น 12% จากความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต
ล่าสุด งบในไตรมาส 2/2555 กำไรสุทธิ 3,720 ล้านบาท เพิ่มขึ้น8% จากไตรมาสแรกของปี 2555 หรือเพิ่มขึ้น 25% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
งานนี้คงต้องวัดกึ๋นนายแบงก์ผู้คร่ำหวอดในแวดวงอสังหาริมทรัพย์รายนี้ ว่าจะสามารถสร้างความเปรี้ยงปร้างให้ธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งที่ผ่านมาถือเป็นมวยรองในตลาด ให้พลิกกลับมาเป็นเรื่องขับเคลื่อนหลักของธุรกิจสินเชื่อรายย่อยได้หรือไม่







