
ผนึกเครือข่ายอุตฯด้วยไอทีจิ๊กซอเสริมแกร่งรับเออีซี
อีกไม่ถึง 3 ปี ไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ปี 2558 การแข่งขัน ความร่วมมือ
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
อีกไม่ถึง 3 ปี ไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ปี 2558 การแข่งขัน ความร่วมมือ การไหลของเม็ดเงินลงทุนและแรงงาน รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าจะมีการพยายามใช้มาตรการพิเศษใหม่ๆ เพื่อกีดกันทางการค้า เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสนใจและผลักดันให้เกิดกฎระเบียบขึ้นมาให้ทันการณ์
บนความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วรุนแรงดังกล่าว กลุ่มทุนใหญ่สายป่านยาว มีเทคโนโลยีนวัตกรรม ย่อมปรับตัวได้ไม่ยาก แต่ผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อย หรือเอสเอ็มอี ค่อนข้างโดนผลกระทบมาก หรือบางรายหากปรับตัวไม่ทันอาจถึงขั้นเจ๊งได้
ต้องบอกว่าเอสเอ็มอีในภาคอุตสาหกรรมที่มีอยู่โดยรวมแล้วหลายหมื่นรายทั่วประเทศ คือตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเติบโตของประเทศ โดยการประเมินคร่าวๆ แล้ว เอสเอ็มอีมีสัดส่วนในจีดีพีไม่ต่ำกว่า 1 ใน 3 ยังไม่นับทางอ้อม และที่สำคัญที่สุด เอสเอ็มอีส่วนใหญ่คือผู้ประกอบการไทย ที่หากไม่มีการเสริมความแข็งแกร่งเข้าไปแล้ว หลังเปิดเสรีก็มีโอกาสปิดกิจการลดจำนวนลง เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจึงผลักดันให้มีการนำระบบไอทีและซอฟต์แวร์มาใช้งานในกลุ่มอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี โดยเฉพาะการใช้อีอาร์พีหรือซอฟต์แวร์บริหารจัดการภายในองค์กร ข้อมูลทุกอย่างจะต้องถูกจัดการโดยระบบไอที ทำให้การส่งผ่านข้อมูลภายในองค์กรเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว ลดความผิดพลาดและเวลา ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์หรือคาดการณ์ผลที่จะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้าจากข้อมูล
ประเด็นนี้มีการผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง ในมิติของภาคอุตสาหกรรมเกิดประสิทธิภาพของการทำงานมากขึ้น ได้ใช้ซอฟต์แวร์ที่ราคาไม่สูงจนเกินไป และใช้งานได้ตรงวัตถุประสงค์ และในมิติของบริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์ไทยมีโอกาสได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น เข้าใจความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น และสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์เฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันไป
ในขั้นต่อมา อนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยว่า สำนักงานได้เริ่มต้นโครงการส่งเสริมการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเชื่อมโยงธุรกรรมระหว่างองค์กรในโซ่อุปทานเป้าหมาย เพื่อให้เอสเอ็มอีที่ใช้ระบบอีอาร์พีอยู่แล้วนำข้อมูลที่อยู่ในระบบไอทีมาเชื่อมต่อกัน เป็นการสร้างเครือข่ายในกลุ่มอุตสาหกรรมขึ้น ซึ่งทั้งหมดจะเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านมาตรฐานภาษา ebXML ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้กันทั่วโลก
“เมื่อเอสเอ็มอีใช้ระบบอีอาร์พีในการบริหารจัดการข้อมูลแล้ว ต่อไปต้องเชื่อมต่อระหว่างกัน ในวงอุตสาหกรรมเดียวกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น หากบริษัทเอใช้อีอาร์พีในการรวบรวมข้อมูลอยู่แล้ว ทำให้วิเคราะห์ได้ว่าวัตถุดิบกำลังจะหมดลง สามารถเรียกข้อมูลจากบริษัทบี ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายวัตถุดิบที่ต้องการ หรืออาจจะเรียกจากบริษัทซี เพื่อเปรียบเทียบก่อนก็ได้” อนงค์ กล่าว
ภาพเครือข่ายดังกล่าวจะสร้างให้เกิดภาพการแข่งขันด้านคุณภาพ สำหรับผู้ซื้อจะสามารถคาดการณ์การผลิตได้ และพิจารณาข้อเสนอที่ดีที่สุดจากหลากหลายแหล่งในเวลาที่รวดเร็วผ่านมาตรฐานการเชื่อมโยงเดียวกัน ขณะที่ผู้ขายสามารถประเมินสถานการณ์ความต้องการของผู้ซื้อ และผลิตหรือจัดหาวัตถุดิบได้อย่างเพียงพอ พร้อมทั้งเสนอราคาที่เหมาะสม
ความร่วมมือนี้ต้องสร้างให้เกิดขึ้นในประเทศก่อน และต่อไปอาจจะขยายไปต่างประเทศ เนื่องจาก ebXML เป็นมาตรฐานสากล ดังนั้น การซื้อขายวัตถุดิบหรือสินค้ากับบริษัทต่างประเทศจะสามารถทำได้ทันที โดยปัจจุบันมีเอสเอ็มอีนำร่องแล้ว 13 ราย โดยอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมก่อสร้าง และอุตสาหกรรมเกษตร เริ่มใช้งานในส่วนของใบเสนอราคา การจัดทำและส่งใบสั่งซื้อ การอนุมัติการจัดซื้อ ติดตามและเร่งรัดการสั่งซื้อ และตรวจสอบรายการใบส่งสินค้าและดำเนินการชำระเงิน
ภายในระยะเวลา 1 ปีนี้ มีเป้าหมายต้องการเพิ่มผู้ประกอบการที่เข้าร่วมเป็น 150 ราย ซึ่งทั้งหมดต้องมีระบบไอทีและซอฟต์แวร์ใช้งาน พร้อมทั้งเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย
อนงค์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการเชื่อมโยงในส่วนของภาคอุตสาหกรรมแล้ว ยังต้องทำการเชื่อมโยงในส่วนของธุรกิจขนส่งเพื่อสร้างระบบอีโลจิสติกส์ขึ้นด้วย เพราะถือเป็นหนึ่งในเอสเอ็มอีที่จะต้องรับการแข่งขันอย่างหนักเช่นกัน โดยเฉพาะการขนส่งทางถนนที่มีต้นทุนสูงที่เกิดจากการวิ่งรถเที่ยวเปล่า
หากภาคอุตสาหกรรมมีการเชื่อมโยง ส่งผ่านข้อมูลและสินค้ากันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาคธุรกิจขนส่งถือเป็นส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้ระบบทั้งหมดมีความสมบูรณ์ครบวงจรยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงได้เปิดโครงการส่งเสริมการใช้และเชื่อมโยงระบบ Backhauling ของภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อลดสัดส่วนการวิ่งรถเที่ยวเปล่า
“ประเทศไทยได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางถนนของภูมิภาคอาเซียนได้ ถ้าไม่ใช่ประโยชน์จากจุดนี้ถือว่าเสียเปล่า ดังนั้น โครงการนี้จะมุ่งลดต้นทุนการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง เนื่องจากไม่ต้องเก็บสินค้าไว้นาน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีระยะเวลาจำกัด และใช้ประโยชน์จากการจัดการรถเที่ยวเปล่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด” อนงค์ กล่าว
ในเบื้องต้นได้เลือก 2 เส้นทางหลัก คือ ภาคอีสานและภาคเหนือ ทั้งสองเส้นทางมีผู้ประกอบการขนส่งที่รวมตัวกันเป็นสมาคม มีการบริหารจัดการและดูแลกันในระดับที่ดี หากมีการนำระบบไอทีมาใช้บริหารให้เกิดระบบอีโลจิสติกส์ที่สมบูรณ์ขึ้น โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 30 ราย และใน 3 ปี มีแผนจะเพิ่มไม่ต่ำกว่า 300 ราย และมุ่งเป้าไปที่การให้บริการขนส่งลูกค้า 600 ล้านคนทั้งอาเซียน ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย
รายละเอียดของระบบ Backhaul ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลและแสดงผลให้ผู้ประกอบการ มี 3 ฟีเจอร์หลัก คือ 1.แสดงรายละเอียดของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เช่น จำนวนรถให้บริการ ลักษณะของรถ 2.ผู้ประกอบการสามารถโพสต์แจ้งรายละเอียดการเดินรถเที่ยวเปล่า และสามารถค้นหาการเดินรถเที่ยวเปล่าของผู้ประกอบการรายอื่นได้ และ 3.ในอนาคตจะเปิดให้ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้ระบบ Backhaul ได้เช่นกัน
ระบบ Backhaul เป็นการใช้งานเว็บเซอร์วิส ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตได้จากทุกแห่ง แต่ผู้ประกอบการขนส่งจะต้องมีการติดตั้งระบบบริหารจัดการขนส่ง หรือทีเอ็มเอส (Transport Management System) ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางที่ใช้ในการเก็บข้อมูลด้านการขนส่ง เพื่อให้ข้อมูลที่ส่งมาที่ส่วนกลางเป็นในรูปแบบเดียวกัน
ทั้งหมดคือจุดเริ่มต้นของการพยายามติดอาวุธให้เอสเอ็มอีทั้งระบบ โดยใช้ไอทีและซอฟต์แวร์เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการทำงาน และเป็นโครงการที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยในระยะเวลาที่เหลืออยู่ก่อนการเปิดเสรีจะเริ่มต้นขึ้น







