posttoday
เอ็มโพยีชอยส์ ทางเลือกเหมาะสะสมไว้ใช้ยามเกษียณ

เอ็มโพยีชอยส์ ทางเลือกเหมาะสะสมไว้ใช้ยามเกษียณ

02 สิงหาคม 2555

สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุนได้เปิดเผย ผลวิจัยถึงปัญหาระดับการออมของคนไทยค่อนข้างต่ำ เมื่อเกษียณอายุไปแล้วจะมีเงินไม่พอเลี้ยงปากท้อง แต่ก็มีทางออกให้คนหนุ่มสาวเตรียมความพร้อมก่อนที่จะสายเกินไป โดยเฉพาะผู้ที่มีการออกผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากยอมเสี่ยงมากขึ้นเมื่ออายุยังไม่มากนัก ก็จะมีเงินออมก้อนโตพอสมควรไว้ใช้สบายมือในอนาคต

สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุนได้เปิดเผย ผลวิจัยถึงปัญหาระดับการออมของคนไทยค่อนข้างต่ำ เมื่อเกษียณอายุไปแล้วจะมีเงินไม่พอเลี้ยงปากท้อง แต่ก็มีทางออกให้คนหนุ่มสาวเตรียมความพร้อมก่อนที่จะสายเกินไป โดยเฉพาะผู้ที่มีการออกผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากยอมเสี่ยงมากขึ้นเมื่ออายุยังไม่มากนัก ก็จะมีเงินออมก้อนโตพอสมควรไว้ใช้สบายมือในอนาคต

ปติ พุทธวิบูลย์ ได้นำเสนอการวิจัยเรื่อง “ทำอย่างไรให้กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตอบโจทย์การออมระยะยาวของคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ว่า ภาคครัวเรือนไทยมีสัดส่วนการออมเพียง 8% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมาเลเซียมีสัดส่วน 25% ต่อจีดีพี และการออมของภาคครัวเรือนส่วนใหญ่จะลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ในสัดส่วนที่สูง รองลงมาจึงเป็นภาคการเงินในรูปของเงินฝาก ประกันและตามด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

นอกจากนี้ ยังพบว่าแหล่งรายได้ของผู้สูงอายุ 87% มาจากการพึ่งพิงบุตรหลาน และพบว่ามีเพียง 10% เท่านั้นที่พึ่งพิงรายได้จากเบี้ยยังชีพ เงินบำเหน็จบำนาญ หรือรายได้จากการออมและการลงทุน

ทั้งนี้ หากดูการออมภาคบังคับของไทยที่มีอยู่คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ในส่วนของฟากราชการและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนทั้งสองประเภทมีสินทรัพย์สุทธิของกองทุนรวมกันแล้วคิดเป็นสัดส่วนเพียง 11% ของจีดีพี เรียกได้ว่าไม่ได้ครอบคลุมกับจำนวนประชากรและค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมาเลเซียมีสัดส่วนอยู่ที่ 70% และสิงคโปร์มีสัดส่วนอยู่ที่ 61%

จากข้อมูลพบว่านายจ้างในประเทศไทยมีจำนวนประมาณ 5 แสนราย ในจำนวนนี้มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพียง 1.24 หมื่นรายเท่านั้น และยังมีข้อกังวลในส่วนของผู้ออมเพื่อการเกษียณอายุของไทยนั้น จะมีเงินก้อนสุดท้ายที่สมาชิกจะได้รับมีแนวโน้มไม่เพียงพอในระยะยาว เนื่องจากคณะกรรมการกองทุนมุ่งเน้นต่อรองค่าธรรมเนียมบริหารจัดการ เนื่องจากเป็นผลงานที่สื่อสารให้สมาชิกเข้าใจได้ง่าย ขณะเดียวกันสมาชิกขาดความรู้ความเข้าใจผลิตภัณฑ์ทางการเงิน จึงตัดสินใจเลือกนโยบายการลงทุนแผนหลักเดิม แม้องค์กรจะเปิดให้มีการเลือกลงทุน (Employee’s Choice) ได้ก็ตาม

ขณะเดียวกันในด้านของบริษัทจัดการลงทุนเองมีการแข่งขันกันสูง จึงเน้นขยายฐานลูกค้าที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้ธุรกิจต้องแข่งขันด้านค่าธรรมเนียมเป็นหลัก และองค์กรส่วนใหญ่จ่ายค่าธรรมเนียมให้ผู้จัดการกองทุน โดยคิดจากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่บริหารจัดการ โดยไม่อิงกับผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุน ทำให้ผู้จัดการกองทุนขาดแรงจูงใจในการบริหารเชิงรุก เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ดังนั้นการเสนอแผนการลงทุน เพื่อให้ได้รับคัดเลือกบริหารกองทุนมากกว่าเป้าหมายให้สมาชิกตระหนักถึงความสำคัญของการออมระยะยาว

สุวิสาส์ เผ่าเหลืองทอง ผู้ร่วมวิจัยกล่าวเสริมว่า การขาดความรู้ในเรื่องการลงทุนทั้งฝั่งนายจ้างและลูกค้าเป็นสาเหตุทำให้ระบบการออมเพื่อการเกษียณอายุประสบปัญหา ดังนั้นควรส่งเสริมให้สมาชิกสามารถตัดสินใจเลือกแผนการลงทุนด้วยตนเองเป็นทางออกหนึ่งที่สำคัญ

ดังเช่น กรณีตัวอย่างของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เริ่มให้สมาชิกปรับแผนการลงทุน ทำให้ค่าเฉลี่ยของสัดส่วนเงินลงทุนหุ้นสามัญของแผนเดิมที่ระดับ 8% ในปี 2551 เพิ่มเป็น 29% ในปี 2553 และยังพบว่าผลตอบแทนของสมาชิกที่เลือกลงทุนในหุ้นสัดส่วนสูงสุด 50% ของแผนลงทุนนั้น ผลตอบแทนในปี 2553 ได้เพิ่มเป็น 40% เทียบกับแผนเดิมอยู่ที่ 6.1%

นอกจากนี้ ควรเร่งผลักดันกองทุนการออมแห่งชาติ สำหรับแรงงานนอกระบบขยายความครอบคลุมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ครอบคลุมไปยังนายจ้างภาคเอกชนที่ยังไม่ได้เข้าร่วม

ด้านกองทุนเพื่อการเกษียณอายุที่มีอยู่แล้วควรปรับเงื่อนไขเพิ่ม เช่น ปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินสะสม และการอนุญาตให้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนได้มากกว่าขั้นสูงสุดของนายจ้าง ซึ่งในเรื่องนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อยู่ระหว่างการแก้ไขเกณฑ์

หรรษา สุสายัณห์ กล่าวในฐานะอุปนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ว่า สมาคม บลจ.ชุดใหม่ได้มีการหารือกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อขอให้พิจารณาการออกภาคบังคับในส่วนของเอกชน เพราะการออมภาคบังคับในส่วนของราชการมีการทำอยู่แล้วผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ทาง สศค.รับปากโดยจะผลักดันผ่านสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

ทั้งนี้ ทางสมาคม บลจ.อยากผลักดันให้เกิดการออมภาคบังคับในส่วนของภาคเอกชน โดยให้แรงจูงใจทางภาษีสามารถนำเงินที่นายจ้างจ่ายสมทบให้ลูกจ้างรับคืนทั้งจำนวน และสามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทในการคำนวณภาษี ซึ่งได้เคยหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต. ในประเด็นนี้ ซึ่งมีการรับปากว่าจะไปผลักดันแก้ไข พ.ร.บ.สำรองเลี้ยงชีพให้ลูกจ้างออมมากกว่านายจ้างได้ รวมถึงให้พนักงานบริษัทเอกชนที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสามารถโอนเข้ากองทุนอาร์เอ็มเอฟโดยไม่ต้องเสียภาษี เมื่อมีการรับเงินก้อนนี้ออกจากบริษัทและยังสามารถนับอายุกองทุนได้ต่อเนื่อง

“ทุกวันนี้ประเทศไทยมีผู้สูงอายุเกิน 60 ปี จำนวน 7 ล้านคน และต้องจ่ายอุดหนุนเดือนละ 500 บาท คิดปีละไม่ต่ำกว่า 3,500 ล้านบาท ถ้ารัฐสามารถเปลี่ยนภาระจากเงินงบประมาณมาเป็นการออมภาคบังคับจะช่วยลดค่าใช้จ่ายรัฐบาลได้” หรรษา กล่าว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ