
กิตติรัตน์ยันรัฐบาลปูทางรับมือเออีซี
กู้2ล้านล้านลงทุนโครงสร้างแนะเอสเอ็มอีปรับตัวหาทุน
กู้2ล้านล้านลงทุนโครงสร้างแนะเอสเอ็มอีปรับตัวหาทุน
“กิตติรัตน์” ไม่สนเสียงวิจารณ์เดินหน้ากู้เงิน 2 ล้านล้าน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรับเออีซี ย้ำไม่ทำให้หนี้สาธารณะพุ่ง
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “AEC โอกาสของธุรกิจไทย” ในการสัมมนา KTB ตอบโจทย์ SME อยากรู้ ว่าเตรียมเสนอพระราชบัญญัติเงินกู้วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ให้รัฐสภาพิจารณาให้ทันภายในปีนี้ หรืออย่างช้าต้นปีหน้า เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยเฉพาะด้านคมนาคมขนส่ง โครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน
รองนายกฯ ยืนยันว่า พ.ร.บ.กู้เงินดังกล่าว ไม่กระทบหนี้สาธารณะของประเทศ ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 4.6 ล้านล้านบาท แต่เมื่อหักในส่วนของหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.1 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ยอดหนี้คงเหลือจริง 3.5 ล้านล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนไม่ถึง 30% ของจีดีพี ซึ่งถือว่ามีศักยภาพที่จะกู้เงินมาลงทุนเพื่ออนาคตประเทศ
“นโยบายหลายเรื่องของรัฐบาลถูกระบุว่า เป็นการประชานิยม เพื่อให้ได้คะแนนเสียงมา แต่ผมยืนยันนะครับว่า นโยบายที่ทำนั้นเชื่อมโยงการรับมือทิศทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงและเตรียมพร้อมเข้าสู่เออีซี ซึ่งจะมีพลวัตการแข่งขันที่รุนแรง” นายกิตติรัตน์ กล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนการแข่งขันของภาคเอกชนไทยด้วยการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 23% ในปีนี้ และจะลดเหลือ 20% ในปีหน้า ถึงแม้ยังสูงกว่าสิงคโปร์ซึ่งกำหนดไว้ 17% แต่ก็ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านทำให้ไม่เหลื่อมล้ำกันมากนัก
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า เมื่อเออีซีเริ่มมีผลบังคับใช้จะทำให้คนไทยสามารถไปตั้งบริษัทในประเทศอาเซียน และถือหุ้นได้สูงสุด 70% เช่นเดียวกันต่างชาติก็สามารถถือหุ้นในบริษัทไทยได้ 70% จากปัจจุบันกฎหมายไทยกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 49% ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่จะขยายตลาดให้กว้างขึ้น หรือตั้งฐานการผลิตเพื่อต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบที่ถูกลง
“ต้องยอมรับว่า การเปิดเสรีการลงทุนอาจจะส่งผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ซึ่งเอสเอ็มอีจำเป็นต้องปรับตัวเพิ่มคุณภาพ หาแหล่งลงทุนที่ต้นทุนถูก และนำนวัตกรรมหรือการคิดใหม่มาประยุกต์ใช้” นายกิตติรัตน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีในธุรกิจบริการบางประเภทยังมีข้อตกลงพิเศษ เช่น ธุรกิจการเงินที่มีความอ่อนไหว ซึ่งขณะนี้แม้รัฐบาลจะเปิดให้มีการซื้อธนาคารไทยได้ แต่สำหรับการเปิดให้ใบอนุญาตใหม่นั้นคงไม่ง่าย
ทั้งนี้ เชื่อว่าการเปิดเสรีเป็นโอกาสของผู้บริโภคที่จะมีทางเลือกมากขึ้น ส่วนนักธุรกิจที่จะไปลงทุนต่างประเทศจะต้องเตรียมพร้อมบุคลากรของตัวเองในด้านภาษา ทักษะแรงงาน และศึกษาพื้นที่ที่จะลงทุนว่าตลาดเหมาะสมกับธุรกิจ







