posttoday
อนาคตวิศวกรไทยเมื่อเปิดเออีซี

อนาคตวิศวกรไทยเมื่อเปิดเออีซี

01 สิงหาคม 2555

เมื่อไทยก้าวเข้าสู่การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2558 นอกจากการเคลื่อนย้ายสินค้า เงินทุนแล้ว ยังรวมถึงการเคลื่อนย้ายบุคลากรในวิชาชีพต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ วิชาชีพวิศวกรรม

เมื่อไทยก้าวเข้าสู่การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2558 นอกจากการเคลื่อนย้ายสินค้า เงินทุนแล้ว ยังรวมถึงการเคลื่อนย้ายบุคลากรในวิชาชีพต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ วิชาชีพวิศวกรรม

การเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการในสาขาวิชาชีพนี้ให้มีความเข้มแข็ง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะยกระดับขีดความสามารถของวิศวกรไทยให้มีความได้เปรียบในการแข่งขัน แม้จะมีวิศวกรจากต่างชาติเขามามากขึ้น

สมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จึงได้จัดสัมมนา เรื่อง “เจาะลึกเออีซีกับวิชาชีพวิศวกรรม : ความท้าทายและโอกาส” เพื่อสร้างความตื่นตัวให้วิศวกรไทยเตรียมพร้อมรับมือกับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น

บุญสม เลิศหิรัญวงศ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเกิดขึ้นของเออีซีจะส่งผลให้วิชาชีพวิศวกรรมสามารถเคลื่อนตัวออกไปประกอบวิชาชีพได้อย่างอิสระ แต่ความพร้อมของวิศวกรไทยในวันนี้มีแค่บางส่วน เนื่องจากคุณภาพ มาตรฐานของวิศวกรที่จบการศึกษาออกไปประกอบอาชีพ จำเป็นต้องได้รับการยอมรับ

ปัจจุบันสถาบันการศึกษาที่ผลิตวิศวกรในเมืองไทยมีมากกว่า 50 สถาบัน ผลิตวิศวกรใหม่เข้าสู่ตลาดปีละ 1.52 หมื่นคน แต่ต้องยอมรับว่าวิศวกรหน้าใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษาออกไปทำงานแข่งขันในอาเซียน จะต้องเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยประเมินจากหลักสูตรการศึกษาที่จะต้องได้รับการยอมรับในระดับสากล

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เริ่มปรับตัวเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา พยายามที่จะผลักดันการปรับหลักสูตรให้เข้าสู่การพิจารณาของสภาคณบดีแห่งประเทศไทย เพื่อให้สถาบันการศึกษาทั้ง 50 แห่งของไทยก้าวหน้าไปพร้อมๆ กัน และสร้างวิศวกรที่เป็นที่ยอมรับได้ แต่ด้วยระยะเวลาที่จำกัด คาดว่าการดำเนินการจะไม่ทันเปิดเออีซี เพราะสถาบันการศึกษายังมีหลักสูตรแตกต่างกัน

สิ่งที่น่าวิตกอีกเรื่อง คือทักษะด้านภาษาถือเป็นจุดอ่อน แม้ว่าทักษะในการประกอบอาชีพจะแข่งขันได้ก็ตาม ความท้าทายอีกประการ คือ การเรียนรู้ถึงความแตกต่างด้านวิชาการ ตลาด กฎหมาย ความต้องการของเจ้าของโครงการ ที่จะแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ หากไทยยกระดับให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของประเทศเพื่อนบ้านก็มีโอกาสในอาเซียน

“ไทยมีวิศวกรในภาพรวมประมาณ 1.8 แสนคน แต่มีส่วนหนึ่งออกไปประกอบอาชีพอื่น โดยเฉพาะเมื่ออายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป” สมบุญ กล่าว

พิสิฐ พุฒิไพโรจน์ นายกสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ธุรกิจวิศวกรที่ปรึกษาคงไม่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีแรงงานในอาเซียนมากนัก เพราะวิศวกรที่ปรึกษาของไทยมีขีดความสามารถอยู่ในอันดับต้นๆ ของอาเซียน แต่กลุ่มที่ออกไปทำงานในต่างประเทศได้มีอยู่น้อย ทำให้ไทยเสียเปรียบ จึงต้องยกระดับวิศวกรให้มีทักษะออกไปรับงาน หรือทำงานในต่างประเทศได้

ยกตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จมาก คือ สิงคโปร์และมาเลเซีย ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ มีการจัดลำดับความสำคัญของแต่ละวิชาชีพที่จะต้องเข้าไปแข่งขันในอาเซียน และส่งเสริมพัฒนาไปพร้อมๆ กับภาคเอกชนที่ต้องพัฒนาตัวเอง ก็จะทำให้การยกระดับขีดความสามารถประสบผลสำเร็จ โดยประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียมีจำนวนวิศวกรในประเทศน้อยกว่าไทย แต่ส่วนใหญ่มีความพร้อมออกไปทำงานต่างประเทศหมด

“ไทยมีวิศวกรจดทะเบียนในหลักแสนคน แต่มีความสามารถไปทำงานต่างประเทศได้น้อย ซึ่งรัฐบาลไม่เคยให้ความช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่คุณภาพการศึกษาของไทยไม่ได้ด้อยกว่าใคร ดังนั้นจึงต้องมีการยกระดับทั้งมีความเท่าเทียมกันทั้งหมด ส่วนเรื่องต่างชาติจะเข้ามาแย่งงานไม่น่าเป็นห่วง” พิสิฐ กล่าว

ประสงค์ ธาราไชย ประธานกรรมการ บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส กล่าวว่า การผลิตวิศวกรไทยจะต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งสถาบันการศึกษาและสถาบันที่เกี่ยวข้องทั้งระบบอย่างสอดคล้องกัน และเชื่อว่าเมื่อเปิดเออีซี แม้จะมีความได้เปรียบเสียเปรียบกันอยู่บ้าง แต่จะสามารถเกาะกลุ่มพึ่งพากันไปได้ด้วยดีในที่สุด

ทวีจิตร จันทรสาขา อดีตนายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า อาชีพสถาปนิกกว่า 1.7 หมื่นคน จะได้รับผลกระทบจากการเข้ามาแย่งงานอย่างแน่นอน ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นมาแล้วระยะหนึ่งในรูปของการเข้ามาของบริษัทข้ามชาติ แม้จะมีพระราชบัญญัติสถาปนิกห้ามต่างชาติเข้ามาประกอบอาชีพนี้ แต่เชื่อว่าผลกระทบจะเกิดขึ้น และทำให้มีการพัฒนาปรับปรุงตัวของสถาปนิกไทย

พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เมื่อเปิดเออีซีแล้วคงไม่วิตกเรื่องที่วิศวกรไทยจะออกไปทำงานต่างประเทศหมด เพราะขณะนี้วิศวกรในประเทศไทยยังขาดแคลนอยู่ มีงานให้ทำอีกมาก ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวความต้องการบุคคลในวิชาชีพนี้จะมีสูง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม วิศวกรส่วนใหญ่จึงน่าจะยังทำงานอยู่ในเมืองไทย ยกเว้นกลุ่มคนที่ถูกดึงตัว หรือเห็นว่ามีโอกาสและรายได้ที่ดีกว่าก็คงออกไปทำงานต่างประเทศ แต่การทำงานในต่างประเทศก็คงไม่เหมือนอยู่ในเมืองไทย

ขณะที่ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ต้องเลือกใช้วิศวกรคนไทยมากกว่าคนต่างชาติอยู่แล้ว นอกจากจะขาดแคลนจริงๆ ดังนั้นสถาบันการศึกษาจึงต้องผลิตบุคลากรให้ออกมาตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และยกระดับทักษะของวิศวกรไทยให้อยู่ในระดับเทียบเท่าสากล

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี