posttoday
ประชานิยมมีโอกาสดันหนี้สาธารณะถึง 100%

ประชานิยมมีโอกาสดันหนี้สาธารณะถึง 100%

01 สิงหาคม 2555

โดย...สมชัย/พยุงศักดิ์

โดย...สมชัย/พยุงศักดิ์

สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาการเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานสัมมนา จีดีพีปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยแค่ไหน ว่า นโยบายประชานิยมเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ชนะการเลือกตั้ง แม้ระยะสั้นการใช้จ่ายภาครัฐตามนโยบายจะกระตุ้นจีดีพีให้เติบโต แต่ในระยะยาวจะเป็นตัวกัดกร่อนเศรษฐกิจ เพราะทำลายกลไกตลาด สร้างวินัยที่ไม่ถูกต้องแก่ประชาชน

ทั้งนี้ นโยบายที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุด คือ การรับจำนำสินค้าเกษตร โดยเฉพาะจำนำข้าวที่มีข้อมูลว่า ปีแรกทำให้ขาดทุนไปถึงแสนล้านบาท และยังทำลายระบบตลาดข้าวไทยโดยสิ้นเชิง ความพยายามที่เคยผลักดันตลาดข้าวไทย ระบบขายข้าว ระบบส่งออก การพัฒนาเทคโนโลยีข้าว ถูกทำลาย เพียงเพราะต้องการให้ราคาข้าวสูงขึ้นเท่านั้น

“ผมเรียกว่า เป็นการทำบาปให้ชาวนา แรงกว่าก่อหนี้สาธารณะสูงๆ อีก เพราะจากนี้ชาวนาจะไม่ปลูกข้าวคุณภาพแล้ว แต่จะเลือกปลูกข้าวที่โตเร็ว เพราะขายยังไงก็ได้ 1.5–2 หมื่นบาท ไม่เกิดการพัฒนาตัวเอง แน่นอนว่าในระยะยาวความสามารถแข่งขันก็ลดถอยลง” สมชัย กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีหลายนโยบายของรัฐบาลต้องมีการทบทวน เช่น พักหนี้ดี ซึ่งถือเป็นนโยบายประชานิยมพร่ำเพรื่อ เพราะลูกหนี้ดีไม่ได้มีปัญหาการชำระ ไม่จำเป็นต้องพักหนี้ แต่กลับออกนโยบายที่ส่งเสริมให้ผิดวินัย หรือโครงการบ้านหลังแรก รถยนต์คันแรก ที่ไม่ได้ช่วยเหลือคนรากหญ้า เพราะคนมีเงินซื้อบ้านซื้อรถต้องมีรายได้สูงระดับหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลไม่จำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือ

สมชัย กล่าวว่า ที่น่าเป็นห่วง คือ รูปแบบการต่อสู้ทางการเมืองของไทยตอนนี้ สามารถทำอะไรก็ได้ขอให้ชนะเลือกตั้ง โดยไม่คิดถึงความถูกต้องและหลักการ ดังนั้นจึงอาจจะเห็นการนำนโยบายประชานิยมมาใช้หาเสียงและมีการใช้จ่ายเพื่อประชานิยมมากขึ้น ซึ่งคำนวณผลของประชานิยมต่อหนี้สาธารณะที่ร้อยละ 4 ต่อปี หากใช้นโยบายประชานิยมต่อเนื่องไป 15 ปี ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 60% เมื่อรวมกับหนี้สาธารณะในปัจจุบันที่ 40% หนี้สาธารณะไทยจะไปอยู่ที่ระดับ 100% ของจีดีพี ไม่แตกต่างจากระดับหนี้ของกรีซที่กำลังสร้างวิกฤตอยู่ในขณะนี้

อย่างไรก็ดี ถ้าถามว่าประชานิยมกับคอร์รัปชันอย่างไหนน่ากลัวกว่า สิ่งที่น่ากลัวยังเป็นคอร์รัปชัน แต่ทุกวันนี้ ประชานิยมเป็นเปลือกหอยของคอร์รัปชัน เพราะประชานิยมจะนำมาซึ่งอำนาจรัฐที่ท่วมท้น 4 ปี ซึ่งยาวนานพอที่จะทำให้มั่นคงและหากินกับการคอร์รัปชันได้มากขึ้น

พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ต้องการให้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ และเอกชน แก้ไขทัศนคติที่คิดว่าโครงการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐทั้งหลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญ เพราะเป็นทัศนคติที่จะทำลายประเทศ นอกจากผิดศีลธรรมแล้ว ยังเป็นตัวลดประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน

สำหรับที่มาของการคอร์รัปชันมักอยู่ในอำนาจรัฐ ที่มีอำนาจอนุมัติโครงการ ออกใบอนุญาต หรือให้สัญญาสัมปทานเพื่อประกอบกิจการ จะสังเกตได้ว่า โครงการใดที่มีขั้นตอนยุ่งยาก อนุมัติยาก มักจะมีการคอร์รัปชันแฝงอยู่เบื้องหลังเสมอ จึงอยากให้มีการกำหนดขั้นตอนที่โปร่งใส ตั้งแต่การเริ่มประมูล ระหว่างดำเนินการ และการตรวจสอบที่รัดกุม

“โครงการไหนที่บอกว่ามีกรอบเวลา แต่สุดท้ายกลับเยิ่นเย้อ 78 เดือนไม่เสร็จ อ้างว่าเอกสารไม่ครบ ไม่ตรงตามสเปคกอะไรต่างๆ ให้อนุมานได้เลยว่า มีการคอร์รัปชันหรือเรียกร้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” พยุงศักดิ์ กล่าว

ปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ความสามารถในการแข่งขันของประเทศอยู่ในระดับดี มีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือจีดีพีเฉลี่ย 5% ต่อปี แต่เมื่อดูเชิงลึกยังน่าเป็นห่วงในด้านเสถียรภาพ เพราะรากฐานเศรษฐกิจของไทยจริงๆ ซึ่งเป็นภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนลดลง เทียบกับภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่อง แต่ฐานทุนของภาคอุตสาหกรรมนี้มีต่างชาติอยู่มาก หากมีการย้ายฐานการผลิต ก็จะมีผลกับภาพรวมเศรษฐกิจ

ขณะที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันยังล่าช้า การลงทุนภาครัฐยังต่ำสะท้อนจากหนี้สาธารณะต่ำอยู่ที่ 42% ของจีดีพี ดังนั้นการลงทุนสาธารณูปโภค 2.2 ล้านล้านบาท จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของประเทศ ซึ่งหากดำเนินการได้ตามแผน หนี้สาธารณะจะปรับขึ้นไปที่ 58% ของจีดีพี ในปี 2558 ซึ่งยังอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% ของจีดีพี

ขณะที่ กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะขยายตัวได้ 56% โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายที่อัตราการขยายตัวจะสูง เนื่องจากฐานในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วต่ำ เพราะเกิดปัญหาน้ำท่วม แต่ยังจำเป็นต้องติดตามปัญหาที่เกิดขึ้นในยุโรปต่อไปเพราะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออก

ส่วนแนวคิดให้ภาครัฐเก็บภาษีกำไรจากการขายหลักทรัพย์ (Capital Gain Tax) มองว่า ยังไม่เหมาะที่จะเก็บในช่วงนี้ เพราะตลาดทุนไทยยังต้องการพัฒนาอีกมาก หากรีบเก็บอาจส่งผลให้นักลงทุนหันไปลงทุนในตลาดหุ้นประเทศอื่นแทน นอกจากนี้มีผลกระทบไปถึงนักลงทุน ที่ลงทุนโดยตรง และลงทุนผ่านกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันสังคม และกบข. ที่ต่างผูกติดผลตอบแทนตลาดทุนทั้งสิ้น

“ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้เก็บ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา เพราะตลาดทุนเรายังเล็ก เปรียบได้กับทารก เพราะมีสัดส่วนเพียง 11.5% ของมูลค่าตลาดทั่วโลก ถ้าเราต้องการถอนขนห่าน เราต้องขุนห่านให้โตเสียก่อน และต้องตระหนักถึงผลเสียที่จะตามมาให้รอบด้าน” กอบศักดิ์กล่าว

ต้องเพิ่มเคพีไอประเทศ

เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวในงาน ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟอรัม ในหัวข้อ “สิ่งที่ต้องตัดสินใจในวันนี้ เพื่ออนาคตของไทย” โดยสถาบันขอยกเลือกตัวอย่าง สิ่งที่ควรจะต้องตัดสินใจวันนี้เพื่อยกระดับ เคพีไอ ของไทยใน 8 ด้าน

1.ควรส่งเสริมให้บริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางของไทย ไปลงทุนในต่างประเทศ (โอดีไอ) เพื่อแก้ปัญหาด้านการขาดแคลนแรงงาน การแสวงหาทรัพยากรเพิ่ม และการหาตลาดใหม่ๆ ซึ่งจะเห็นว่าการลงทุนในต่างประเทศของประเทศเพื่อนบ้านโตขึ้นมาก โดยเฉพาะมาเลเซียที่มีอัตราเติบโตของการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นมากจนเกือบจะเท่ากับไต้หวัน ขณะที่ไทยยังค่อนข้างต่ำอยู่

2.เพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะแหล่งเงินทุนนั้นถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการเติบโตของเอสเอ็มอี ซึ่งที่ผ่านมามักเน้นการแก้ปัญหาหรือสนับสนุนแบบเฉพาะกิจ ด้วยการตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมารับหน้าที่ และมองว่าเป็นแค่หน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ โดยไม่มีการแก้ไขปัญหาหรือสนับสนุนแบบบูรณาการ

3.ภาครัฐจะต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เพราะการที่รัฐสร้างถนน ทางรถไฟ หรือสร้างรถไฟนั้นก็จะนำไปสู่การลงทุนก่อสร้างของภาคเอกชนตามมา จากปัจจุบันไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ ที่ยังไม่ฟื้นกลับมาเท่าที่ควรจะเป็น

4.ซึ่งภาครัฐจะต้องมีการบริหารจัดการไปพร้อมกันด้วย ซึ่งหากดูจากช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าการดำรงตำแหน่งของผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจ หรือคณะรัฐมนตรีจะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลง หรือโยกย้ายตำแหน่งกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การบริหารงานนั้นไม่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

5.การพัฒนาจากกรุงเทพมหานครสู่การพัฒนาหัวเมือง เพื่อทำให้การบริโภคในประเทศโตขึ้น ซึ่งพบว่าสาเหตุหนึ่งที่อุปสงค์ภายในประเทศของไทย ยังไม่ค่อยโตเท่าที่ควรเนื่องจากมาจาก “เออร์บันไนเซชัน เรต” สัดส่วนของประชากรที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมืองไม่ค่อยโต หรือค่อนข้างต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

6.การเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องของการใช้พลังงาน ซึ่งแม้ว่าไทยจะมีแหล่งก๊าซธรรมชาติเป็นของตนเอง แต่ยังต้องนำเข้าพลังงานกว่า 80% และหากอัตราการใช้ยังคงเป็นเช่นในปัจจุบัน คาดว่าก๊าซของไทยจะหมดลงใน 15 ปี ดังนั้นในวันนี้จึงควรที่จะต้องเปลี่ยนจากการชดเชยราคาพลังงาน เป็นการเพิ่มความมั่นคงด้านการพลังงาน

7.การเปลี่ยนความคิดหรือทัศนคติของคน จากการทำธุรกิจที่มุ่งแข่งขันด้วยราคาเป็นการมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม เพราะการแข่งขันด้านราคานั้นไม่ยั่งยืน เห็นได้จากที่ผ่านมา ราคาขายสินค้าไทยไม่ค่อยโตและมีโอกาสสูงที่จะเจอคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาตัดราคา

8.การเรียนเพื่อสอบมากกว่าเรียนเพื่อทำงาน ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าแม้ว่าเราจะทุ่มเททรัพยากรเรื่องงบประมาณด้านการศึกษาค่อนข้างมาก แต่เมื่อเด็กไทยเข้าสู่ตลาดแรงงานจริง กลับไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ของตลาดแรงงานได้ เช่น รายได้ไม่ค่อยเพิ่ม ทำงานไม่ตรงกับสาขาที่เรียนมา หรือหางานลำบาก

“ปัญหาที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีบ่อยครั้ง โดยคณะรัฐมนตรีที่มีอายุสั้นสุด คือ 75 วัน แต่หากนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา เฉลี่ยแล้วรัฐบาลมีอายุเพียง 1 ปี 3 เดือน ทำให้การดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ต่อเนื่อง ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของรัฐมนตรีว่าการหลายกระทรวงก็เกิดขึ้นหลายครั้ง โดยตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา หลังจากเพิ่มกระทรวงเป็น 19 กระทรวง ได้มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการ 21 ตำแหน่ง โดยในปี 2551 มีถึง 3 รัฐบาล และเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการสูงสุดถึง 69 ตำแหน่ง” เศรษฐพุฒิ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน