
"ภาพลวงตา" แรงงานเสรีอาเซียนปี "58
ในสัปดาห์ที่ 3 ของโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) หลักสูตร : เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 สำหรับผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ซึ่งในสัปดาห์นี้มีวิทยากรที่เกี่ยวข้องในภาคแรงงานและอุตสาหกรรมการเกษตรเข้ามาร่วมบรรยาย
ในสัปดาห์ที่ 3 ของโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) หลักสูตร : เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 สำหรับผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ซึ่งในสัปดาห์นี้มีวิทยากรที่เกี่ยวข้องในภาคแรงงานและอุตสาหกรรมการเกษตรเข้ามาร่วมบรรยาย
ความพร้อมการเปิดเสรีด้านแรงงาน
กรกฎ ผดุงจิตต์ รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการเปิดสู่เสรีการค้าอาเซียน ที่ผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีได้มากขึ้น ประกอบด้วยภาคแรงงาน 8 สาขา และมี 7 สาขา ที่ประเทศไทยจัดทำ “เอ็มอาร์เอ” (Mutual Recognition Arrangements) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการวิชาชีพในการเข้ามาทำงานที่สำคัญร่วมกันใน 7 สาขาอาชีพ ซึ่งมีผลในปี 2558 นี้
ภาคแรงงานทั้ง 8 สาขา ประกอบด้วย วิศวกรรม การสำรวจสถาปัตยกรรม แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล บัญชี ส่วนอีกหนึ่งวิชาชีพที่ไทยยังไม่ได้ดำเนินการคือ สาขาบริการท่องเที่ยว ที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน เพราะต้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายในมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ 2550 และ พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว เป็นต้น
ซึ่งกรอบการทำงานของอาเซียนควรดำเนินการประสานด้านกฎหมาย และระเบียบให้ได้เรียบร้อยก่อน
ดังนั้น การเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีหลังจากปี 2558 ที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะเป็นปัญหาจากแรงงานต่างชาติไหลเข้ามาไทยและมีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทัดเทียมแรงงานไทย 300 บาทต่อวันนั้น ถือเป็นภาพลวงตา เพราะจะเป็นเรื่องของเสรีภาพอย่างมีเงื่อนไข โดยมีแค่ 2 สาขาวิชาชีพเท่านั้นที่มีความก้าวหน้าในขณะนี้คือ วิศวกร และสถาปนิก
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลในการใช้ภาษาที่จะเป็นภาษาหลักในการสอบใบอนุญาตในประเทศไทย ซึ่งยังใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลัก หรือภาษาราชการ โดยปัจจุบันมีวิศกรอาเซียนที่ได้รับใบอนุญาต (ไลเซนส์) แล้ว 399 คน แบ่งเป็น มาเลเซีย 136 คน สิงคโปร์ 161 คน อินโดนีเซีย 93 คน และเวียดนาม 9 คน ซึ่งในจำนวนนี้ไม่มีวิศวกรชาวไทยเลย
การเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีไปยังประเทศอาเซียน ยังมีปัญหาเรื่องกฎหมายของแต่ละประเทศที่เป็นอุปสรรคสำคัญ รวมถึงอาเซียนควรเร่งสร้างภาษาที่ 2 นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ ที่บังคับใช้เป็นภาษาหลักที่ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาบุคลากรที่ใช้ภาษาอังกฤษได้มากขึ้นด้วย
วิกฤตแรงงานไทย อาชีวะขาดแคลน
อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในหัวข้อ “ศักยภาพการแข่งขันเปิดเสรีแรงงานวิชาชีพไทย” ว่าภาคแรงงานจะเป็นระเบิดเวลาอย่างหนึ่งของประเทศในอนาคต ด้วยปัจจุบันพบว่าเด็กไทยไม่เรียนสายวิชาชีพกันแล้ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมากในภาคแรงงานไทยในอนาคต ที่จะต้องนำเข้าแรงงานที่มีทักษะเฉพาะในตลาดแรงงาน
นอกจากนี้ การศึกษาไทยในปัจจุบันไม่สามารถผลิตบุคลากรหรือแรงงานที่มีทักษะได้ตรงกับสาขา ต่างจากประเทศสิงคโปร์ ที่ผลิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีออกมาได้มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของตลาด พร้อมฝึกงานตรงกับสาขาวิชาชีพ เช่นในภาคบริการการท่องเที่ยว ด้วยการให้นักศึกษาสาขาดังกล่าวฝึกงานภาคปฏิบัติรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยตรง ซึ่งภาพเหล่านี้ไม่เคยเห็นในประเทศไทย
สำหรับการเปิดเสรีอาเซียนในด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีนั้น จะเข้ามาได้ 2 รูปแบบ คือ 1.ฟรีโฟลว์ ใน 7 สาขาวิชาชีพที่จัดทำเอ็มอาร์เอไว้ และ 2.กลุ่มแรงงานที่เข้ามาอยู่ในรูปแบบของบริษัท โดยในอนาคตกำหนดให้ต่างชาติเป็นเจ้าของในกิจการได้ในสัดส่วนการถือหุ้น 70% จากปัจจุบันอยู่ที่สัดส่วน 41% ซึ่งการจัดตั้งบริษัทจะมีแรงงานแฝงเข้ามาด้วย
“อาชีพช่าง หรือ เทคนิคเชียน จะน่าเป็นห่วงว่ามีการนำเข้าจากอาเซียนในอนาคต ที่ภาคการผลิตแรงงานไทยเริ่มขาดแคลนวิชาชีพกลุ่มนี้” นายอัทธ์ กล่าว
ขณะที่การสำรวจล่าสุด มีประเด็นน่าคิดจากการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีภายใต้กรอบอาเซียน ซึ่งพบว่า 1.ประเทศไทยยังไม่พร้อมในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และ 2.เมื่อเปิดแล้ว แรงงานฝีมืออื่นๆ ยังไม่รู้ผลกระทบ โดยกลุ่มทันตแพทย์ มีความรู้เรื่องเออีซีสัดส่วน 50% และไม่เห็นประโยชน์จากเออีซี 100% ขณะที่กลุ่มเอสเอ็มอี ระบุว่า ไม่เห็นประโยชน์จากเออีซีถึง 70%
เออีซียังเป็นมายาคติ
นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) นั้น จะยังไม่เกิดขึ้น ทุกอย่างล้วนเป็นมายาคติ เพราะแต่ละประเทศต่างมีการกีดกันด้วยกฎระเบียบเพื่อปกป้องสินค้าของตัวเอง โดยที่ผ่านมาที่อาเซียนมีการเปิดเสรี แต่ถือเป็นการเปิดเสรีฝ่ายเดียว ดังนั้นในภาคเกษตรเมื่อมีการเปิดเออีซีจะดีขึ้น หากแต่ละประเทศลดการแทรกแซงสินค้าเกษตรจนกลายเป็นสินค้าการเมืองเหมือนสินค้าเกษตรของไทยหลายตัว
ขณะที่ปัญหาดังกล่าวจะกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้อาเซียนไม่สามารถเปิดเสรีได้อย่างแท้จริง เมื่อการเปิดเสรีมีทั้งได้และเสียประโยชน์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องเร่งแก้ปัญหา ขณะเดียวกันในภาคการเกษตรไทย จำเป็นต้องปลอดการเมือง และรัฐบาลต้องเร่งสนับสนุนให้มีการตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาวิจัย
“รัฐบาลเพียงคิดใหม่แทนที่จะเอาเงินไปรับจำนำสินค้าเกษตร ซึ่งปีนี้ขาดทุนไปแล้วแสนกว่าล้าน นำมาเพียง 5 หมื่นล้านบาทเพียงเท่านี้ หากทำสำเร็จ ผลตอบแทนต่อปีสำหรับงานวิจัย ประมาณ 40%ของเงินกองทุน ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากเพราะเมื่อวิจัยทำสำเร็จ จะรู้อนาคตของพืชเกษตร” นายนิพนธ์ กล่าว







