
ยานยนต์-เฮยืดรถคันแรก
ยอดซื้อทะลักกินยาวถึงปีหน้าโบรกฯเล็งปรับเป้าหุ้นยกกลุ่ม
ยอดซื้อทะลักกินยาวถึงปีหน้าโบรกฯเล็งปรับเป้าหุ้นยกกลุ่ม
หุ้นยานยนต์เช่าซื้อรับผลดี รัฐขยายเวลาส่งมอบรถยนต์คันแรก รับทรัพย์ข้ามไปปีหน้า โบรกฯ ให้น้ำหนักลงทุนมากกว่าตลาด ส่อปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย
นายวีระยุทธ กิตะพาณิชย์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลขยายเวลาส่งมอบรถยนต์สำหรับโครงการรถยนต์คันแรกออกไปไม่มีกำหนด น่าจะส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไปจนถึงปี 2556 เพราะผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่กลัวเรื่องส่งมอบรถไม่ทัน
“รัฐช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ปี 2556 ทางอ้อม เพราะผู้บริโภคจะแห่จองซื้อก่อนสิ้นปีนี้ ทำให้มียอดซื้อสะสมจำนวนมาก และต้องใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 3-6 เดือน ในการเคลียร์ออร์เดอร์ หรืออาจจะเลยไปถึงกลางปี 2556 ทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมในปี 2556 ยังได้รับผลดีจากมาตรการนี้อยู่” นายวีระยุทธ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2556 ยังคงเติบโตขึ้นจากปีนี้ ถึงแม้จะไม่มีมาตรการกระตุ้นจากรัฐบาล แต่อาจโตขึ้นในอัตราที่ลดลง เนื่องจากผู้ผลิตจะออกรถยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่น ขณะที่ความต้องการซื้อรถยนต์ขนาดเล็กที่ประหยัดน้ำมัน (อีโคคาร์) ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าปี 2556 ยอดผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จาก 2.2 ล้านคัน ในปี 2555 เป็น 2.5 ล้านคัน ในปี 2556 และเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านคัน ในปี 2558
สำหรับ SAT คาดว่ายอดขายปีนี้จะโตใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมที่ 40% หรือมีรายได้ประมาณ 9,000 ล้านบาท และน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นล้านบาท ในปี 2556
นายวีระพล ไชยธีรัตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชัยวัฒนา แทนเนอรี่ กรุ๊ป (CWT) กล่าวว่า นับเป็นข่าวดีที่เข้ามาช่วยกระตุ้นตลาดผู้ผลิตรถยนต์ และส่งผลดีต่อเนื่องถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึง CWT ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบาะผ้าสำหรับรถยนต์
สำหรับเป้าหมายยอดขายปีนี้คาดอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท ยังไม่ได้นับรวมยอดขายจากธุรกิจใหม่ คือ ธุรกิจเบาะผ้าที่บริษัทได้ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจด้านการผลิตเบาะผ้า Toyo Bussan จากประเทศญี่ปุ่น
น.ส.นวลพรรณ น้อยรัชชุกร นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า ข่าวนี้เป็นบวกต่อกลุ่มยานยนต์ เพราะทำให้ตัดสินใจซื้อรถยนต์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะงวดครึ่งปีหลัง ผลักดันให้ทั้งปีนี้มียอดขายในประเทศสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 1.2 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 51.1% จากปีก่อน
ทั้งนี้ เอเซีย พลัส ให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มยานยนต์ “มากกว่าตลาด” และแนะนำให้เลือกหุ้นที่ยังมีส่วนต่างราคาสูง เช่น SAT ให้ราคาเหมาะสม 33.48 บาท และบริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) ให้ราคาเหมาะสม 268.34 บาท
นายดิษฐนพ วัธนเวคิน นักวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า หุ้นกลุ่มยานยนต์ตอบรับข่าวดังกล่าวพอสมควรแล้ว สะท้อนได้จากราคาในตลาดที่ขยับเข้าใกล้ราคาพื้นฐาน แต่ก็มีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มราคาพื้นฐานหุ้นกลุ่มนี้ หากกำไรไตรมาส 2 และอุตสาหกรรมโตดีกว่าที่คาดไว้
ด้านนักลงทุนที่สนใจซื้อหุ้นในกลุ่มยานยนต์ ควรเป็นการลงทุนในระยะกลางระยะยาว หรือเลือกหุ้นที่ยังมีส่วนต่างราคามาก เช่น STANLY ให้ราคา 251 บาท
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะซื้อ SAT และ STANLY ให้ราคาเป้าหมาย 33 บาท และ 230 บาท ตามลำดับ
นักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย คาดว่าข่าวนี้ส่งผลบวกต่อหุ้นเช่าซื้อรถยนต์ เช่น บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) บริษัท กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส (KCAR) และธนาคารเล็ก







