posttoday
แนะทุนไทยไล่ฮุบบริษัทอินเตอร์

แนะทุนไทยไล่ฮุบบริษัทอินเตอร์

27 กรกฎาคม 2555

ต้องยอมรับว่า ถึงเวลาแล้วที่อุตสาหกรรมไทยจะต้องปรับตัวไปสู่ขั้นที่ 3

ต้องยอมรับว่า ถึงเวลาแล้วที่อุตสาหกรรมไทยจะต้องปรับตัวไปสู่ขั้นที่ 3

โดยใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 ซึ่งจะเป็นโอกาสที่จะเปิดตลาดได้มากขึ้น

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จึงได้เชิญ โอฬาร ไชยประวัติ ประธานผู้แทนการค้าไทยและที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ติดอาวุธอุตสาหกรรมไทยไประดับโลก” เพื่อชี้นำและเตือนภัยให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย

โอฬาร ประธานผู้แทนการค้าไทยและที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ระบุว่า อุตสาหกรรมไทยจำเป็นที่จะต้องปรับตัว โดยการปฏิวัติอุตสาหกรรมเข้าสู่ขั้นที่ 3 เน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและการเปิดกว้างทางการค้าที่มากขึ้น เพราะต้องยอมรับความจริงว่า วันนี้ไทยไม่ได้เป็นประเทศที่มีแรงงานราคาถูกอีกแล้ว

กระนั้น ก็ยังโชคดีที่ไทยมีเงินทุนเหลืออยู่มาก จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยรายใหญ่ที่มีเงินทุนไปลงทุนขยาย หรือย้ายฐานการผลิตไปยังเพื่อนบ้าน หรือไม่ก็ไปซื้อเทคโนโลยีและแบรนด์ดังจากประเทศที่มีปัญหา โดยเฉพาะกรณียุโรปที่กำลังมีปัญหาเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้

แนะทุนไทยไล่ฮุบบริษัทอินเตอร์

 

“เมื่อประเทศพม่าเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็จะยิ่งทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยหาแรงงานต่างด้าวค่าจ้างถูกได้ยากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างอุตสาห กรรมให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยจะต้องไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีแรงงานถูกอยู่เหมือนที่ญี่ปุ่นทำ ส่วนอุตสาหกรรมใดที่จะยังเก็บไว้ในประเทศ ก็จะต้องปรับใช้เครื่องจักรกลมากขึ้นแทน”

ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมไทยจะต้องปรับตัวในด้านต่างๆ ได้แก่ 1.การปรับตัวด้านแรงงานโดยเร่งผลิตแรงงานที่มีฝีมือสูงขึ้น เพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมที่ยังตั้งอยู่ในไทย เพราะหากเราไม่ปรับตัว ก็จะต้องใช้แรงงานจากเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพกว่า ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานทั้งหมด จำเป็นต้องปรับตัวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการส่งเสริมการศึกษาขั้นพื้นฐานให้สูงขึ้น ให้ขึ้นมาติดท็อป 20 ภายใน 6 ปีข้างหน้า เนื่องจากขณะนี้การพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยล่าช้ากว่าเวียดนามมาก และคุณภาพการศึกาไทยก็อยู่ที่ระดับ 50 ของโลกจากทั้งหมด 70 ประเทศ

2.การปรับตัวด้านการลงทุน ก็ต้องปรับตัวโดยใช้เงินทุนส่วนเกินด้วยการลงทุนปรับปรุงเครื่องจักรกลใหม่ที่ใช้แรงงานด้อยฝีมือให้น้อยลง แต่ต้องมีมูลค่าเพิ่มขึ้นไปลงทุนขยาย/ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ปรับตำแหน่งสินค้าไทยให้มีแบรนด์ หรือไปซื้อเทคโนโลยีแบรนด์ดังๆ จากประเทศที่กำลังมีปัญหาทางการเงินอยู่ในขณะนี้ รวมทั้งไปลงทุนขยายการผลิตอุตสาหกรรมร่วมกับประเทศที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ อย่างจีน เกาหลี และญี่ปุ่น

3.ปรับตัวด้านการค้า เนื่องจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและสหรัฐกำลังมีปัญหาเศรษฐกิจอยู่ ไทยจึงต้องศึกษาข้อมูลการค้าขายและลงทุนกับประเทศที่มีของที่เราต้องการ ขณะเดียวกันประเทศนั้นก็ต้องการของจากเรา เพราะนโยบายการค้าไม่สามารถทำด้านเดียวได้ โดยเฉพาะประเทศที่มีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้นอย่างกลุ่มประเทศละตินอเมริกาและเอเชีย

สุดท้าย 4.การปรับตัวด้านทุนสำรองระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการค้าการลงทุน ด้วยการเพิ่มการใช้เงินสกุลเอเชียเพื่อการค้าขายกับประเทศในอาเซียนมากขึ้น เริ่มจากการค้าชายแดนก่อนขยับขึ้นไปสู่ระดับการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินระหว่างกัน นอกจากนี้ยังต้องลดการใช้เงินสกุลหลักที่มีค่าผันผวนเพียงสกุลเดียว โดยเปลี่ยนจากการเก็บเงินสกุลดอลลาร์ที่นับวันจะมีค่าน้อยลง ไปเก็บเป็นสินค้าที่แท้จริงอย่างทองคำแทน เพื่อลดความเสี่ยง

อัทธ์ พิศาลวาณิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เชื่อว่าอาเซียนจะไม่ล้มเหมือนกับยุโรป เพราะไม่ได้ใช้เงินสกุลเดียวกัน แต่ก็ต้องเตือนภาคอุตสาหกรรมไทยว่า หลังเปิดเสรีเออีซีแล้ว ประเทศที่จะมีส่วนแบ่งเค้กชิ้นใหญ่ที่สุดในอาเซียน คือ อินโดนีเซียและพม่า โดยเฉพาะอินโดนีเซียมีทรัพยากรในประเทศจำนวนมาก และประชากรที่เป็นชนชั้นกลางปัจจุบันมีมากถึง 50 ล้านคน จากทั้งหมด 250 ล้านคน

จำนวนนี้มีการคาดการณ์ว่าภายใน 23 ปีข้างหน้า ชนชั้นกลางจะเพิ่มเป็น 150 ล้านคน ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ไทยจะเข้าไปลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ก่อสร้าง และทำตลาดขายผลไม้ เพราะปัจจุบันมีผลไม้ไทยเพียง 2 ชนิด ที่วางขาย คือ ลำไยและทุเรียน

แต่กระนั้นนักธุรกิจที่ต้องการลงทุนในอาเซียนควรดูศักยภาพตัวเองด้วย ธุรกิจขนาดเล็กควรเน้นทำการค้า ส่วนขนาดกลางและขนาดใหญ่ควรเน้นเข้าไปลงทุน โดยต้องศึกษาข้อกฎหมายของประเทศนั้นๆ ให้ดี และต้องระวังมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีด้วย รวมทั้งการเคลื่อนย้ายแรงงานที่เสรี ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมไทยจะต้องเตรียมตัวตั้งรับให้ดี เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีเออีซีอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมของไทย มีมูลค่าอยู่ที่ 3-4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 8-9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่หากคิดเฉพาะภาคการผลิตอุตสาหกรรม ไทยเป็นอันดับ 1 รองลงมา คือ มาเลเซียและอินโดนีเซีย

เจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แน่นอนว่าเมื่อเปิดเสรีเออีซีก็จะทำให้คู่แข่งมีมากขึ้นตามมาด้วย จึงอยากเตือนว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมควรต้องออกไปดูโลกข้างนอกบ้าง แล้วมองการค้าในมุมกว้าง ไม่ใช่นั่งอยู่เฉยๆ เพราะไม่เช่นนั้นจะสูญเสียโอกาสไป ซึ่งจะต้องปรับตัวโดยการหาฐานการผลิตเพื่อหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ และทำการตลาดเชิงรุกมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ผู้ประกอบการเครื่องนุ่งห่มจำนวนมาก ได้ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านแล้ว หลังจากที่รัฐบาลประกาศขึ้นค่าจ้างวันละ 300 บาท รวมถึงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างมาก ส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่เวียดนาม ลาว และกำลังพิจารณาย้ายไปอยู่ในประเทศพม่า เพื่อหาต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าประเทศไทย เพราะว่าธุรกิจเหล่านี้อยู่ในประเทศไทยไม่ได้อีกแล้ว

สศอ. ได้นำระบบเครือข่ายข้อมูลเพื่อการชี้นำและเตือนภัยของภาคอุตสาหกรรม (ไอไอยู) มาใช้ ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นการรวบรวมข้อมูลและสถิติเพื่อนำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์การลงทุน การส่งออก รวมถึงทิศทางและแนวโน้มของแต่ละประเภทอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและยังรองรับการเปิดเสรีอาเซียนด้วย

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท