
ไทยร่วงแรงสุดเอเชีย
ทิ้งตัวใหญ่ตื่นหลุด1,180จุด รักจะเล่นสั้นต้องเข้าออกไว
ทิ้งตัวใหญ่ตื่นหลุด1,180จุด รักจะเล่นสั้นต้องเข้าออกไว
ตื่นขายหุ้นใหญ่ ทุบดัชนีหลุด 1,180 จุด หวั่นส่งออกเดี้ยง ซิตี้กรุ๊ปฟันธงกรีซพ้นยูโรโซนชัวร์ เมินประธานอีซีบีลั่นกอบกู้วิกฤตทุกวิถีทาง
ตลาดหุ้นไทยวันที่ 26 ก.ค.ร่วงแรงกว่าเพื่อนบ้าน ดัชนีปิดที่จุดต่ำสุดของวัน 1,172.92 จุด ทรุดลง15.70 จุด หรือลดลง 1.32% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 28,050.49 ล้านบาท แต่นักลงทุนต่างชาติขายเพียงเล็กน้อย 76 ล้านบาทเท่านั้น
ทางด้านเงินบาทแข็งค่าขึ้น ซื้อขายแถว 31.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ สอดคล้องกับการค่าเงินยูโร ราคาน้ำมันและทองคำดีดขึ้นทำให้ทองคำแท่งในประเทศเพิ่มขึ้น 150 บาท โดยเสนอซื้อที่ 23,900 บาทและเสนอขาย 24,000 บาท
มาร์เก็ตติงกล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยทรุดลงแรงเกินคาด แม้จะข่าวดีหลายเรื่อง เช่น กองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) อาจสามารถขยายวงเงินปล่อยกู้เกิน 5 แสนล้านยูโรได้ หาก ESM ได้ใบอนุญาตทำธุรกิจธนาคาร และประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)ให้คำมั่นกอบกู้ยูโรโซนทุกวิถีทาง
“หุ้นไทยลงแรงอย่างไม่มีเหตุผลจากแรงขายหุ้นตัวใหญ่ทั่วกระดานโดยเฉพาะกลุ่มพลังงานหลังจากบริษัทบ้านปู (BANPU) ถูกถล่มหนักถึง 24 บาทหรือ 5.58% ปิดที่ 406 บาท และมีโอกาสหลุด 400 บาทได้”มาร์เก็ตติงกล่าว
อย่างไรก็ตามระหว่างวัน เว็บไซท์บลูมเบิร์กดอทคอม รายงานว่า ซิตี้กรุ๊ปคาดกรีซเสี่ยงออกจากยูโรโซนมีโอกาสสูงเกือบจะ 90% ส่งผลเศรษฐกิจยุโรปทรุดนานกว่าเดิม เชื่ออย่างเร็วที่สุดกรีซจะออกจากยูโรโซนในต้นปีใหม่ปี 2556 ขณะที่สเปนและอิตาลีจะต้องรับความช่วยเหลือสิ้นปีนี้
นายอดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล นักกลยุทธ์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ธนชาต ให้ความเห็นว่า ดัชนีหุ้นไทยร่วงนำตลาดเอเชีย หลังหลุดแนวรับสำคัญที่ 1,180 จุด ทำให้เกิดแรงเทขายอย่างหนักในหุ้นขนาดใหญ่กลุ่มพลังงานและหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่มีสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) สูงเช่นบริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC)
สำหรับวันที่ 27 ก.ค.หากหลุดแนวรับต่อไปที่ 1,170 จุด มีโอกาสลงต่อไปอีกแถว 1,150 และ1,120 จุดจึงแนะนำให้นักลงทุนลดพอร์ตหากไม่ผ่าน 1,170 จุด
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยไตรมาส 3 ยังน่าสนใจอยู่ แต่ระยะสั้นหุ้นทั่วโลกจะผันผวนและหุ้นไทยเริ่มรับรู้ตัวเลขการส่งออกที่เริ่มลดลง แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเพราะยังมีการบริโภคภายในประเทศเป็นตัวช่วยสำคัญ
สำหรับนักลงทุนระยะสั้นต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดและสามารถเปลี่ยนสถานะซื้อขายได้เร็วทันเหตุการณ์ที่ผันผวนตลอดเวลา ขณะที่นักลงทุนระยะยาวที่สามารถถือหุ้นข้ามปีได้ ถือเป็นจังหวะที่สามารถทยอยเก็บสะสม
สำหรับประเด็นการเมืองในประเทศ จะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในเดือน ส.ค. ที่จะเปิดประชุมสภาพิจารณาในหลายเรื่อง แต่เชื่อว่านักลงทุนสามารถแยกแยะออกระหว่างเหตุการณ์ทางการเมืองกับการลงทุน โดยเฉพาะความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน
บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ( PTTEP) ได้ขยายเวลาตอบรับคำเสนอซื้อหุ้น โคฟ เอ็นเนอร์ยี ไปจนถึงเวลา 13.00 น. (ตามเวลาประเทศอังกฤษ) ของวันที่ 31 ก.ค.นี้ จากเดิมวันที่ 25 ก.ค.
นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้น โคฟ ฯ มูลค่าราว 72.14% ได้ให้ความเห็นชอบต่อข้อเสนอของ PTTEPในการซื้อหุ้นโคฟ
แต่ยังน้อยกว่าที่ PTTEP ที่ต้องการจำนวนหุ้นสูงถึง 90%







