
ออกกฏหมาย-พัฒนา 3 ส่วนรับมือ
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการ เออีซี พรอมท์ กล่าวในหัวข้อ โอกาสหรือวิกฤตของไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี และความสามารถแข่งขันด้านการค้าไทยภายใต้เออีซีว่า หลังเปิดเออีซีปี 2558 แล้วจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากมีความเข้าใจตรงกันในทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะแรงงานธรรมดาและแรงงานมีทักษะ
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการ เออีซี พรอมท์ กล่าวในหัวข้อ โอกาสหรือวิกฤตของไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี และความสามารถแข่งขันด้านการค้าไทยภายใต้เออีซีว่า หลังเปิดเออีซีปี 2558 แล้วจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากมีความเข้าใจตรงกันในทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะแรงงานธรรมดาและแรงงานมีทักษะ
ดังนั้น การบ้านประเทศไทย หากไม่มีการออกกฎหมายหรือไม่มีการพัฒนามากกว่านี้ จะไม่มีทางเก่งกว่าประเทศสิงคโปร์อย่างแน่นอน ซึ่งการเข้าสู่อาเซียนจะต้องพัฒนา 3 เสาหลัก ประกอบกัน คือ 1.อาเซียน โพลิติคัล ซีเคียวริตี (เอเอสซี) หรือความปลอดภัยทางการเมือง 2.อาเซียน อีโคโนมิก คอมมูนิตี (เออีซี) หรือเศรษฐกิจประชาคมอาเซียน และ 3.อาเซียน โซเชียล คัลเจอร์ คอมมูนิตี (เอเอสซีซี) ด้านสังคมและวัฒนธรรม
ขณะเดียวกันประเทศไทยยังต้องทำให้ผู้ผลิตสินค้าเข้าใจว่าการเข้าสู่ตลาดเออีซีมี 3 ส่วนเกี่ยวโยงกันในห่วงโซ่ผลิต คือ 1.สินค้า ภาษีนำเข้าและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการสินค้า 2.บริการ ด้านสัดส่วนการลงทุน การเคลื่อนย้ายแรงงาน และ 3.ลงทุนภายใต้ “อาเซียน คอมพรีเฮนซีฟ อินเวสต์เมนต์ อะกรีเมนต์” ข้อตกลงการลงทุนที่ครอบคลุมเนื้อหาด้านต่างๆ
“ในวันข้างหน้าถ้าดูแลไม่ดี สินค้าจะลักลอบถิ่นกำเนิดเข้ามาสวมสิทธิทำตลาด ซึ่งไม่ใช่การลักลอบภาษี” พรศิลป์ กล่าว
ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องนำทฤษฎีก้างปลามาใช้วิเคราะห์ภาพรวมทั้งหมด อาทิ ระบบสารสนเทศ กฎหมาย โลจิสติกส์ การเงิน เทคโนโลยี หรือทรัพยากรมนุษย์ เพื่อหาจุดอ่อน หากเอ็กซเรย์เห็นข้อบกพร่องแล้ว ก็ให้เติมเนื้อเข้าไป ขณะที่ปัจจุบันกระทรวงเศรษฐกิจควรมีการรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าไปด้วย เพราะเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน เพื่อเตรียมความพร้อมประเทศไทยจากนี้ไป ซึ่งยังทันอยู่
nท่องเที่ยวไทย ‘มูนวอล์กเกอร์’
เจริญ วังอนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวในหัวข้อ “การเตรียมความพร้อมด้านการบริการและท่องเที่ยว” ว่าขณะนี้ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเออีซีของไทยยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งน่ากังวลว่าในอนาคตอุตสาห กรรมท่องเที่ยวไทยจะอยู่ในสภาพใด โดยเฉพาะหลังจากเข้าสู่เออีซีในปี 2558 ว่าไทยจะใช้ข้อได้เปรียบหรือมีข้อเสียเปรียบอย่างไรในอนาคต ซึ่งอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญด้านการท่องเที่ยว จากปัจจุบันมีผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สัดส่วน 85% อยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งสร้างรายได้หลัก 1 ใน 3 ของจีดีพีประเทศ
ทั้งนี้ ภาครัฐจะต้องกำหนดนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวออกมาก่อนปี 2558 โดยเฉพาะข้อกฎหมาย เพราะกฎหมายจะมีข้อผูกพันกับคนไทยด้วย ซึ่งไทยจำเป็นต้องรักษาพื้นที่ท่องเที่ยวไข่แดงเอาไว้อย่างน้อย 5 แห่ง คือ กรุงเทพฯ สมุย เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ต ซึ่งทำรายได้ท่องเที่ยวได้เกือบ 90% โดยกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว 510 ปีข้างหน้า เช่น การเสียค่ารักษาสิ่งแวดล้อมแพงกว่าผู้ประกอบการรายเดิมในแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น
พร้อมทั้งการวางแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวใน “ซีแอลเอ็มวี” (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) ว่าไทยจะใช้ข้อได้เปรียบด้านใดบ้างเข้าไปลงทุนการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศดังกล่าว จากปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอยู่ในสภาพ “มูนวอล์กเกอร์” หรือเดินหน้า 3 ปี แต่ถอยหลัง 5 ปี ซึ่งไปไม่ถึงไหน ขณะที่มาเลเซีย มีการกำหนดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวแบบภาพรวม เช่น ระบบการคมนาคม สร้างทางรถไฟความเร็วสูง แต่ของไทยยังไม่สามารถทำได้ จากจิ๊กซอว์ที่ไม่ต่อกัน ด้านการคมนาคม ทำให้วางแผนอนาคต ไม่ได้ว่า 1030ปี
nเร่งเครื่องลดต้นทุนโลจิสติกส์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม กล่าวในหัวข้อ “โลจิสติกส์ระบบคมนาคมไทย รับมือเออีซี” ว่า แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นหลังจากเข้าเออีซีในปี 2558 คือ สัดส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) จะเป็นตัวบ่งชี้การลงทุน โดยมีดาวรุ่งในอาเซียน คือ อินโดนีเซียและมาเลเซีย ขณะที่หลังเปิดอาเซียนแล้วต่างชาติอาจไม่ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยก็เป็นไปได้
สำหรับประเทศมาเลเซีย มีข้อได้เปรียบ คือ การเมืองที่มั่นคง ต้นทุนการขนส่งและกระจายสินค้า (โลจิสติกส์) ที่ต่ำกว่าไทย มีทรัพยากร และคนมีความรู้ โดยอัตราการลงทุนเอฟดีไอในปี 25522553 เติบโตถึง 400% สะท้อนให้เห็นว่า ทุกอย่างทั้งการเมือง การศึกษา จะเชื่อมโยงกับเออีซีทั้งหมด ซึ่งต่างชาติจะให้ความสำคัญการลงทุนในประเทศที่น่าสนใจอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย เพื่อเป็นฐานหลักในการทำตลาดไปยังประเทศอื่นมากกว่า
“ไทยต้องเร่งลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในภูมิภาค” ชัชชาติ กล่าว
จากปัจจุบันไทยมีต้นทุนการขนส่งในเส้นทางต่างๆ ดังนี้ ถนน อัตรา 1.72 บาท/ตัน/กม. ทางรถไฟ 0.93 บาท/ตัน/กม. และทางน้ำหรือทางเรือ 0.64 บาท/ตัน/กม. ซึ่งกระทรวงคมนาคมเห็นโอกาสว่าจะเพิ่มการขนส่งทางเรือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและต้นทุนได้ในอนาคต







