posttoday
Yield Curve ปรับตัวลดลงทุนทุกช่วงอายุ

Yield Curve ปรับตัวลดลงทุนทุกช่วงอายุ

24 กรกฎาคม 2555

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (1620 ก.ค. 2555) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 487,217 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 97,443 ล้านบาท

โดย...สุชาติ ธนฐิติพันธ์

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (1620 ก.ค. 2555) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 487,217 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 97,443 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ประมาณ 6% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้ว จะพบว่ากว่า 69% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 334,624 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 95,780 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 4,738 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ

สำหรับ พันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB176A (อายุ 4.9 ปี) LB21DA (อายุ 9.4 ปี) และ LB155A (อายุ 2.85 ปี) มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 20,313 ล้านบาท 16,320 ล้านบาท และ 14,076 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น CB12807A (อายุ 14 วัน) BOT157A (อายุ 3 ปี) และ CB12816C (อายุ 28 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 42,245 ล้านบาท 31,544 ล้านบาท และ 30,859 ล้านบาท ตามลำดับ

ทางด้าน หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกนั้น ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง (SCCC136A (A)) มูลค่าการซื้อขาย 776 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส (AYCAL132A (A+)) มูลค่าการซื้อขาย 462 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท ไทยออยล์ (TOP273A (AA)) มูลค่าการซื้อขาย 426 ล้านบาท

เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวลดลงตลอดทั้งเส้น หรือปรับตัวลดลงอยู่ในช่วงประมาณ 1 ถึง 19 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ทั้งนี้ภาพรวมของตลาดตราสารหนี้ไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ที่แล้ว โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 15 ปี ที่ผลตอบแทนปรับตัวลดลงถึง 19 Basis Point ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก โดยในช่วงต้นสัปดาห์นักลงทุนมีแรงขายในตราสารระยะสั้นและเข้าซื้อตราสารระยะกลางถึงยาว หลังจากที่ Moody’s ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารในอิตาลีลง 13 แห่ง ด้วยเหตุผลที่ว่าธนาคารเหล่านั้นมีความเสี่ยงสูงเกินกว่าที่รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือทางการเงินได้ หากต้องประสบกับปัญหาสภาพคล่อง จึงมีผลทำให้นักลงทุนโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้มากขึ้น ประกอบกับในช่วงปลายสัปดาห์ IMF ออกมาปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจโลกในปี 2555 ลงจากเดิม พร้อมกับให้ความเห็นถึงภาพรวมของเศรษฐกิจโลก ที่ยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาหนี้ของกลุ่มยูโรโซน สอดคล้องกับความเห็นของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ ที่กล่าวว่า นักลงทุนควรต้องเตรียมรับมือกับเศรษฐกิจโลกที่เริ่มมีแนวโน้มชะลอตัว ปัจจัยทั้งหมดนี้มีผลทำให้นักลงทุนเข้าซื้อตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือในช่วงยาวมากขึ้น และมีผลทำให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงตลอดทั้งเส้น นอกจากนี้แล้วในวันที่ 25 ก.ค.นี้ จะมีการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศ และจะมีการพิจารณาถึงทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (R/P 1 วัน) ซึ่งนักลงทุนในตลาดต่างให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตราสารหนี้ทุกประเภทรวมกัน (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) 14,824 ล้านบาท แต่หากพิจารณาเฉพาะการซื้อขายในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) จะพบว่าเป็นการซื้อสุทธิ 11,516 ล้านบาท ทางด้านของนักลงทุนรายย่อย (Individual) ที่ถึงแม้จะมีมูลค่าการซื้อขายค่อนข้างน้อย แต่ในสัปดาห์นี้ยังคงมียอดซื้อสุทธิ 465 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน