
Yield Curve ปรับตัวลดลงทุนทุกช่วงอายุ
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (1620 ก.ค. 2555) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 487,217 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 97,443 ล้านบาท
โดย...สุชาติ ธนฐิติพันธ์
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (1620 ก.ค. 2555) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 487,217 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 97,443 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ประมาณ 6% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้ว จะพบว่ากว่า 69% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 334,624 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 95,780 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 4,738 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับ พันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB176A (อายุ 4.9 ปี) LB21DA (อายุ 9.4 ปี) และ LB155A (อายุ 2.85 ปี) มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 20,313 ล้านบาท 16,320 ล้านบาท และ 14,076 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น CB12807A (อายุ 14 วัน) BOT157A (อายุ 3 ปี) และ CB12816C (อายุ 28 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 42,245 ล้านบาท 31,544 ล้านบาท และ 30,859 ล้านบาท ตามลำดับ
ทางด้าน หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกนั้น ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง (SCCC136A (A)) มูลค่าการซื้อขาย 776 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส (AYCAL132A (A+)) มูลค่าการซื้อขาย 462 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท ไทยออยล์ (TOP273A (AA)) มูลค่าการซื้อขาย 426 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวลดลงตลอดทั้งเส้น หรือปรับตัวลดลงอยู่ในช่วงประมาณ 1 ถึง 19 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ทั้งนี้ภาพรวมของตลาดตราสารหนี้ไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ที่แล้ว โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 15 ปี ที่ผลตอบแทนปรับตัวลดลงถึง 19 Basis Point ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก โดยในช่วงต้นสัปดาห์นักลงทุนมีแรงขายในตราสารระยะสั้นและเข้าซื้อตราสารระยะกลางถึงยาว หลังจากที่ Moody’s ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารในอิตาลีลง 13 แห่ง ด้วยเหตุผลที่ว่าธนาคารเหล่านั้นมีความเสี่ยงสูงเกินกว่าที่รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือทางการเงินได้ หากต้องประสบกับปัญหาสภาพคล่อง จึงมีผลทำให้นักลงทุนโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้มากขึ้น ประกอบกับในช่วงปลายสัปดาห์ IMF ออกมาปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจโลกในปี 2555 ลงจากเดิม พร้อมกับให้ความเห็นถึงภาพรวมของเศรษฐกิจโลก ที่ยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาหนี้ของกลุ่มยูโรโซน สอดคล้องกับความเห็นของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ ที่กล่าวว่า นักลงทุนควรต้องเตรียมรับมือกับเศรษฐกิจโลกที่เริ่มมีแนวโน้มชะลอตัว ปัจจัยทั้งหมดนี้มีผลทำให้นักลงทุนเข้าซื้อตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือในช่วงยาวมากขึ้น และมีผลทำให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงตลอดทั้งเส้น นอกจากนี้แล้วในวันที่ 25 ก.ค.นี้ จะมีการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศ และจะมีการพิจารณาถึงทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (R/P 1 วัน) ซึ่งนักลงทุนในตลาดต่างให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตราสารหนี้ทุกประเภทรวมกัน (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) 14,824 ล้านบาท แต่หากพิจารณาเฉพาะการซื้อขายในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) จะพบว่าเป็นการซื้อสุทธิ 11,516 ล้านบาท ทางด้านของนักลงทุนรายย่อย (Individual) ที่ถึงแม้จะมีมูลค่าการซื้อขายค่อนข้างน้อย แต่ในสัปดาห์นี้ยังคงมียอดซื้อสุทธิ 465 ล้านบาท







