
My 1st Pay Slip
เมื่อก้าวเข้าสู่ชีวิตการทำงานต้องเริ่มบริหารจัดการเงินทองที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง
โดย...สุรีรัตน์ สุรเดชะ
เมื่อก้าวเข้าสู่ชีวิตการทำงานต้องเริ่มบริหารจัดการเงินทองที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง
เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าวินัยทางการเงิน
วินัยเรื่องเงินทองทำได้ตั้งแต่วันแรกที่มีรายได้ เพียงเริ่มจากการจัดระเบียบ เมื่อมีรายได้เข้ามาก็จัดแบ่งไว้เป็นส่วน
ส่วนแรก คือการกันเงินออมไว้เพื่ออนาคต อาจเป็นเป้าหมายระยะสั้น เช่น เรียนต่อ เพราะสมัยนี้การเรียนจบปริญญาตรีอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความก้าวหน้าในชีวิตการทำงาน เคล็ดลับง่ายๆ คือออมทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ และควรมองหาช่องทางลงทุนที่สอดคล้องกับระยะเวลาที่ต้องการใช้เงินและไม่เสี่ยงเกินกว่าจะรับไหว เช่น ต้องการเก็บเงิน 3 แสนบาท เพื่อเรียนต่อปริญญาโทในอีก 3 ปี เท่ากับว่าต้องเก็บเงินปีละ 1 แสนบาทหรือเดือนละ 8,333 บาท หากกันเงินเดือนที่ได้ไปฝากออมทรัพย์ ผ่านไป 3 ปี เงินก้อนนี้จะเติบโตเป็น 302,246 บาท ซึ่งช่วยให้เป้าหมายที่วางไว้เป็นจริงได้ไม่ยาก ขณะเดียวกันหากลองมองหากองทุนรวมตราสารหนี้ คาดว่าจะให้ผลตอบแทนประมาณ 3.5% ต่อปี เงินออมจำนวนเดียวกันนี้จะเติบโตเป็น 310,610 บาท เป็นการหาผลตอบแทนเพิ่มขึ้นโดยไม่เสี่ยงมากเกินไป
อย่ามองข้ามการออมเพื่อเกษียณ
ส่วนที่สอง การออมเพื่อเป้าหมายระยะยาวสำหรับวัยเกษียณเป็นเรื่องสำคัญที่มักถูกละเลย เพราะคนหนุ่มสาวอาจเห็นว่ายังอีกนาน แต่ถ้าปล่อยผ่านไป กว่าจะนึกได้วันเกษียณก็ใกล้เข้ามา เก็บเงินไม่ทันแล้ว ดังนั้นพอเริ่มทำงาน ต้องนึกถึงการออมเพื่อวัยเกษียณด้วย เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(Provident Fund) หรือคนที่อยู่ในระบบราชการก็มีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ควรรีบออมทันทีและออมให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ระบบการออมประเภทนี้ นายจ้างจะสมทบเพิ่มให้อีก ซึ่งก็เท่ากับเราได้เงินพิเศษจากนายจ้างทุกเดือน แต่การออมเพียงเท่านี้ อาจไม่พอ เนื่องจากในอีก 3040 ปีข้างหน้าราคาข้าวของก็คงแพงขึ้นมาก จนเงินที่เราออมไว้โตไม่ทันที่จะใช้จ่ายในช่วงชีวิตที่เราไม่มีรายได้แล้ว ดังนั้นเพื่ออนาคตที่มั่นคงยิ่งขึ้นก็ควรออมเพิ่มเติม ซึ่งก็ทำได้หลายรูปแบบ เช่น การออมผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
อย่ากลัวความเสี่ยงจนเสียโอกาส
มีคำแนะนำสำหรับคนหนุ่มสาวที่ตั้งใจออมเงินระยะยาวว่า ควรเลือกออมในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้มาก เช่น หุ้นหรือกองทุนรวมหุ้นไว้ด้วยแม้ว่าจะเสี่ยงสูง เพราะในระยะยาวจะให้ผลตอบแทนได้สูงด้วย ขอเปรียบเทียบให้เห็น ในช่วงชีวิตการทำงาน 35 ปี ถ้าแบ่งเงินเดือนไปลงทุนเดือนละ 2,000 บาท หากใครกลัวเสี่ยงเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 3.5% ต่อปี ครบ 35 ปี เราจะมีเงินไว้ใช้ 1.6 ล้านบาท แต่หากนำเงินจำนวนเดียวกันนี้ไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนประมาณ 10% ต่อปี ถึงเวลาเกษียณเงินจะโตถึง 6.5 ล้านบาท จำนวนเงินเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากคิดว่าการลงทุนในหุ้นเสี่ยงเกินไป ก็อาจต้องคิดใหม่ เพราะการเปิดโอกาสให้มีหุ้นในพอร์ตของเงินออมเพื่อเกษียณทั้ง Provident Fund และ RMF เท่ากับการเปิดโอกาสให้เงินออมเติบโตได้มากนั่นเอง
จัดการกับค่าใช้จ่าย
เมื่อกันเงินออมไว้แล้ว เหลือเท่าไหร่คือค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเรา อย่าลืมจดบันทึกการรับจ่ายทุกครั้ง เพื่อให้เห็นภาพการใช้จ่ายและปรับเปลี่ยนให้ลงตัวกับเงินที่มี และระวังรายจ่ายแบบใช้ก่อนผ่อนทีหลังผ่านบัตรเครดิต ยิ่งมีโปรโมชันผ่อนได้ 0% ก็อาจหลวมตัวรูดบัตรซื้อกระเป๋า รองเท้า หรือ Gadget ทันสมัยกันง่ายๆ สุดท้ายอาจกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่โดยไม่รู้ตัว
หากเริ่มลงทุนวันนี้ความมั่งมีก็ไม่ไกลเกินเอื้อม
คนที่เริ่มต้นการออมการลงทุนอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ไม่ว่าเพื่อวัตถุประสงค์ใด หากเริ่มต้นโดยเร็วก็จะกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านได้อย่างแน่นอน เพราะคนวัยหนุ่มสาวจะมีข้อได้เปรียบที่มีค่ายิ่งคือ มีเวลาลงทุนให้เงินทำงานเพิ่มมูลค่าได้นาน เคล็ดลับคือ หาความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในช่องทางที่จะช่วยให้เงินเติบโตได้มาก ยิ่งถ้าการงานก้าวหน้าได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น ลงทุนได้เพิ่มขึ้น ความมั่นคงทางการเงินก็จะมาถึงเร็วยิ่งขึ้นไปอีก
ใครสนใจเรื่องการลงทุนอยากเริ่มต้น ลองคลิกเข้าไปที่ www.starttoinvest.com และถ้าใครมี iPhone หรือ iPad ก็ดาวน์โหลด Mobile Application “Starttoinvest” ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนและมี Function ช่วยคำนวณเงินในรูปแบบต่างๆ ให้ด้วย
ช่วงเวลาในการเป็นบัณฑิตใหม่เป็นเวลาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความฝัน และไม่ว่าจะฝันเรื่องอะไร การวางแผนที่ดีจะทำให้ฝันเป็นจริงได้อย่างแน่นอนค่ะ
“ก.ล.ต.สนับสนุนให้คนไทยมีความรู้เรื่องการเงินการลงทุน”







