
ทิ้งPTTEPคาดขาย151บ.
ทิ้งหุ้น PTTEPPTT หนีเพิ่มทุนนักวิเคราะห์ คาดราคาขายไม่ต่ำกว่า 151 บาท พร้อมลดราคาเป้าหมาย
ทิ้งหุ้น PTTEPPTT หนีเพิ่มทุนนักวิเคราะห์ คาดราคาขายไม่ต่ำกว่า 151 บาท พร้อมลดราคาเป้าหมาย
ตลาดหุ้นไทยถูกถล่ม ดัชนีดิ่งลงแรง 23.44 จุด หรือ 1.94% ปิดที่ระดับ 1,185.11 จุด หลังนักลงทุนแห่ทิ้งหุ้น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ภายหลัง ประกาศเพิ่มทุนจดทะเบียน 650 ล้านหุ้น เพื่อต้องการระดมเงินประมาณ 1 แสนล้านบาทมาขยายธุรกิจ
ราคาหุ้นร่วงลงมาปิดที่ 157.50 บาท ลดลง 8 บาท หรือ 4.83% ขณะที่หุ้น ปตท. (PTT) ปิด 126 บาท ลดลง 14 บาท หรือ 4.12% เพราะจะเข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้จำนวน 403 ล้านหุ้นด้วย
ทั้งหุ้น ปตท.และ ปตท.สผ.ที่รูดลงอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาให้หุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานปรับตัวลงแรงตาม ท่ามกลางแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ 1,234 ล้านบาท ผสมกับแรงขายของสถาบันในประเทศ และพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)
ด้านหลักทรัพย์หลายแห่งได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการเพิ่มทุน PTTEP ซึ่งส่วนใหญ่ประเมินว่าราคาหุ้นเพิ่มทุนที่จะขายในครั้งต่ำสุด น่าจะอยู่ที่ 151 บาท และผลการเพิ่มทุนจะทำให้ฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้น และมีความสามารถในการกู้เงินเพิ่มขึ้นได้อีก แต่ผลจากการเพิ่มทุนจะทำให้อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้นในปีนี้และปีหน้าลดลง จึงได้ปรับลดราคาเป้าหมายลง
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า จากการสัมภาษณ์ผู้บริหาร PTTEP พบว่า หุ้นเพิ่มทุนจำนวน 214 ล้านหุ้น จะถูกขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมที่ไม่ใช่ ปตท. แต่ไม่สามารถที่จะระบุได้ชัดเจนเพราะติดกฎหมายต่างประเทศ และการเพิ่มทุนครั้งนี้จะมีหุ้นส่วนที่จะขายประชาชนทั่วไปจริงๆ ประมาณ 6.25 ล้านหุ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มทุนครั้งนี้จะกระทบกับกำไรสุทธิต่อหุ้นในปี 2555 และ 2556 ประมาณ 22% ดังนั้นจึงลดราคาเป้าหมายลงเหลือ 167.51 บาท จึงแนะนำถือเท่านั้น
บล.ธนชาต ระบุว่า ได้ลดลงราคาเป้าหมายลงเหลือ 142 บาท เพราะจะได้รับผลกระทบจากการเพิ่มทุน และการที่บริษัทคาดหวังว่าจะได้รับเงินจากการเพิ่มทุนประมาณ 9.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งหมายความว่าระดับราคาต่ำสุดที่ยอมรับได้ คือ 151 บาท/หุ้น และในช่วงที่มีการลงทุนจำนวนมาก PTTEP น่าจะไม่ได้รับส่วนแบ่งกำไรจาก Cove ในช่วง 7 ปีข้างหน้า และจะต้องอยู่ภายใต้ความเสี่ยงในเรื่องการสำรวจและการดำเนินการด้วย
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มทุนจะทำให้งบดุลของ PTTEP แข็งแกร่งขึ้น โดยทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิ ดีขึ้นมาอยู่ที่ 0.2 เท่า จาก 0.7 เท่า หลังรวมต้นทุนการเข้าซื้อ Cove Energy เงินที่ได้จะนำไปขยายธุรกิจและทำควบรวมกิจการในอนาคต
ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่าการเพิ่มทุนครั้งนี้ทำให้ฐานะการเงินแข็งแกร่ง และทำให้สัดส่วนหนี้ต่อทุนลดลงเหลือ 0.22 เท่า ซึ่งจะทำให้บริษัทมีความสามารถในการกู้เงินเพิ่มได้อีกกว่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการนำเงินมาขยายกิจการ







