
เอกชนสนโรงไฟฟ้าเล็ก
ขานรับลงทุนตามแผนพีดีพีฯ เน้นใช้พลังงานหมุนเวียนผลิต
โพสต์ทูเดย์
— เอกชนขานรับแผนพีดีพี 2010 คาดแห่ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 5,242 เมกะวัตต์นายสุวิทย์ ลิ้มวัฒนะกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าประเทศไทย พ.ศ. 25532573 หรือพีดีพี 2010 ในภาพรวม ผู้ประกอบการด้านพลังงานเห็นว่ามีความชัดเจนพอสมควร โดยเฉพาะการกำหนดสัดส่วนโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในช่วง 20 ปี ถึง 5,242 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเป็นโอกาสดีที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนจะเข้าไปลงทุนตั้งโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (เอสพีพี) หรือโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (วีเอสพีพี)
ขณะที่โรงไฟฟ้าชีวมวลจะเป็นกลุ่มเชื้อเพลิงที่ได้รับความสนใจในอันดับต้นๆ เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ยังมีเพียงพอ เช่น เศษไม้ ชานอ้อย กะลาปาล์ม ยกเว้นแกลบที่เริ่มมีปริมาณลดลง รองลงมาเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เพราะเห็นว่าไทยมีทำเลที่ตั้งหลายพื้นที่ที่เหมาะสม รวมทั้งได้รับการชดเชยอัตราค่าไฟฟ้าที่ขายเข้าระบบด้วย
สำหรับแผนพีดีพี 2010 กำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนดังนี้ ชีวมวล 3,032 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ 176 เมกะวัตต์ แสงอาทิตย์ 1,072 เมกะวัตต์ ขยะ 183 เมกะวัตต์ พลังงานลม 1,321 เมกะวัตต์ และพลังน้ำ 281 เมกะวัตต์
ขณะที่ต้นทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน หากเป็นชีวมวลอยู่ที่ 4070 ล้านบาท/เมกะวัตต์ แสงอาทิตย์ 125 ล้านบาท/เมกะวัตต์ ขยะ 150170 ล้านบาท/เมกะวัตต์ และพลังงานลม 86 ล้านบาท/เมกะวัตต์
สำหรับส่วนต่างราคารับซื้อไฟฟ้า ถ้าเป็นแสงอาทิตย์ 8 บาท/หน่วย ในระยะเวลา 10 ปี ชีวมวล 30 สตางค์/หน่วย ในระยะเวลา 7 ปี ขยะ 2.503.50 บาท/หน่วย ในระยะเวลา 7 ปี และพลังงานลม 3.50 บาท/หน่วย ในระยะเวลา 7 ปี
“พีดีพีใหม่ให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนน่าจะเป็นช่องทางการลงทุนให้กับเอกชนที่สนใจตั้งโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก โดยเฉพาะประเภทชีวมวล เพราะนอกจากจะใช้วัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นหรือในกิจการที่ทำอยู่แล้วไฟฟ้าที่ผลิตได้ยังสามารถขายต่อเข้าระบบไฟฟ้าให้กับรัฐได้อีกด้วยซึ่งเชื่อว่าจะได้รับความสนใจไม่น้อย”นายสุวิทย์กล่าวนายสุวิทย์ กล่าวว่า สิ่งที่อยากเสนอให้กระทรวงพลังงานพิจารณาเพิ่มเติม คือ การทบทวนให้โรงไฟฟ้าที่ใกล้หมดสัญญาผลิตไฟฟ้าบางแห่งให้มีการต่ออายุออกไปได้ เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าที่ยังมีศักยภาพอยู่ แทนที่จะลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ ซึ่งยังถูกต่อต้านในเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ถ่านหิน หรือนิวเคลียร์
สำหรับกรณีที่ไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าตามแผนพีดีพี 2010 เพื่อรองรับกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นในอนาคตได้ทัน จะทำให้เกิดความเสี่ยงด้านพลังงาน ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะใช้โรงไฟฟ้าเก่าที่มีอยู่ให้คุ้มค่าก่อนที่จะปลดระวางโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์







